เอวมาทีนวํ ญตฺวา ตณฺหา ทุกฺขสฺส สมฺภวํ
วีตตณฺโห อนาทาโน สโต ภิกฺขุ ปริพฺพเช.ภิกษุรู้โทษอย่างนี้ว่า ตัณหาเป็นแดนเกิดแห่งทุกข์แล้ว พึงเป็นผู้ปราศจากตัณหา ไม่ถือมั่น มีสติอยู่ทุกอิริยาบถเถิด.
(พุทฺธ) ขุ.สุ. 25/478, ขุ.จู. 30/320.
คำว่า ตัณหา หมายถึง ความทะยานอยาก ความดิ้นรนแสวงหาสิ่งที่ตนพอใจหรืออยากได้มาเป็นของตน ตัณหาเป็นแรงผลักดันที่อยู่ในใจของมนุษย์ทุกคน แต่ในพระพุทธศาสนาถือว่าตัณหานี้เองเป็นรากเหง้าของความทุกข์ทั้งหลาย เพราะเมื่อมีความอยากแล้ว ย่อมต้องเผชิญกับความผิดหวัง ความยึดติด และความไม่สมหวังอยู่เสมอ
ตัณหามีอยู่ 3 อย่างด้วยกัน คือ กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา ซึ่งครอบคลุมความอยากทั้งหมดของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็น อยากมี อยากเป็น หรืออยากไม่เป็นก็ตาม หากยังปล่อยให้ตัณหาเหล่านี้ครอบงำอยู่ ย่อมเป็นเหตุให้เกิดทุกข์อย่างไม่รู้จบสิ้น
กามตัณหา คือความทะยานอยากในกาม ความใฝ่หาความสุขในกามคุณ 5 ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะ มนุษย์ส่วนใหญ่มักหมกมุ่นอยู่กับกามตัณหา เพราะกามคุณเหล่านี้ให้ความสุขทางประสาทสัมผัส แต่ก็เป็นสุขที่ชั่วคราว ไม่ยั่งยืน
เมื่อเราปรารถนาสิ่งสวยงาม อยากฟังเสียงไพเราะ อยากดมกลิ่นหอม อยากลิ้มรสอร่อย หรืออยากได้สัมผัสที่สุขสบาย หากได้ตามที่หวังก็เพียงสุขชั่วครู่ หากไม่ได้ดังใจ ความทุกข์ ความหงุดหงิด และความผิดหวังก็เกิดขึ้นทันที ตัวอย่างเช่น อยากกินอาหารราคาแพงแต่ไม่มีเงินซื้อ ก็เป็นทุกข์ หรือแม้ได้กินแล้วไม่นานความอยากใหม่ก็เกิดขึ้นอีก
ภวตัณหา คือความทะยานอยากในภพ ความอยากมีอยากเป็น เช่น อยากร่ำรวย อยากเป็นผู้มีอำนาจ อยากเป็นที่ยอมรับในสังคม ความอยากเหล่านี้อาจผลักดันให้เราดิ้นรนด้วยวิธีต่าง ๆ เพื่อให้ได้มา แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างทุกข์ เพราะเมื่อไม่ได้ตามที่ตั้งใจ ความคับแค้นใจย่อมเกิดขึ้นแทน
ยิ่งไปกว่านั้น ภวตัณหายังรวมถึงความอยากเกิดในภพภูมิที่สูงส่งขึ้นไป เช่น อยากไปเกิดในสวรรค์หรือในโลกที่ตนคิดว่าดีเลิศ ความอยากเช่นนี้ก็เป็นเพียงความฝันที่ยังคงผูกมัดใจให้เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏ
วิภวตัณหา คือความทะยานอยากในวิภพ ความอยากไม่มี อยากไม่เป็น หรืออยากหนีจากสภาวะที่ไม่พึงปรารถนา เช่น ไม่ชอบงานที่ทำอยู่ อยากลาออกแต่ไม่สามารถลาออกได้ หรืออยากพ้นจากความยากจนแต่ก็ยังต้องทนอยู่กับสภาพนั้น ความอยากเช่นนี้ก็ทำให้เกิดความทุกข์ใจอยู่เสมอ
แม้การอยากพ้นทุกข์จะดูเหมือนเป็นเรื่องดี แต่ถ้าเป็นไปในลักษณะของการดิ้นรนผลักไส ไม่ยอมรับสภาพความจริง ก็ยังถือว่าเป็นตัณหาเช่นเดิม และตัณหาก็ยังคงเป็นเหตุแห่งทุกข์ต่อไปไม่สิ้นสุด
ดังนั้น ตัณหาทั้ง 3 ประการนี้ คือ สมุทัย หรือเหตุเกิดแห่งทุกข์ เมื่อยังมีความอยากได้กามคุณ ความอยากมีอยากเป็น หรือความอยากไม่เป็นอยู่ในใจ ความทุกข์ย่อมเกิดขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ นี่คือหลักความจริงที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้และสอนให้มนุษย์ตระหนัก
ตราบใดที่มนุษย์ยังถูกครอบงำด้วยตัณหา ก็จะไม่มีวันที่จะพ้นทุกข์ได้ เพราะยังผูกพันอยู่กับวัฏสงสาร การเกิด แก่ เจ็บ ตาย ก็จะเวียนซ้ำอยู่เช่นนี้ไม่รู้จบ การดับทุกข์จึงต้องเริ่มจากการรู้เท่าทันตัณหา และค่อย ๆ คลายการยึดมั่นถือมั่นลง
หนทางที่จะกำจัดตัณหาได้ คือการฝึกตนให้มี สติสัมปชัญญะ ระลึกรู้ในทุกอิริยาบถ และหมั่นปฏิบัติ วิปัสสนากรรมฐาน เพื่อให้เกิดปัญญาเห็นตามความเป็นจริงว่า สรรพสิ่งทั้งหลายไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่ใช่ตัวตน เมื่อเห็นชัดเช่นนี้ ความอยากจะค่อย ๆ ลดลง และจิตใจก็จะสงบเย็นขึ้นตามลำดับ
เมื่อสามารถละตัณหาทั้ง 3 ได้อย่างสิ้นเชิง ย่อมเข้าถึง พระนิพพาน อันเป็นที่สุดแห่งทุกข์ ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป เป็นความหลุดพ้นอันประเสริฐที่พระพุทธองค์ทรงชี้ไว้เป็นทางสายเอกสำหรับผู้ใฝ่ในการปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์อย่างแท้จริง.
