นิราสตฺตี อนาคเต อตีตํ นานุโสจติ
วิเวกทสฺสี ผสฺเสสุ ทิฏฺฐีสุ จ น นิยฺยติ.ผู้ไม่คำนึงถึงสิ่งที่ยังไม่มาถึง ย่อมไม่เศร้าโศกถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว ผู้เห็นความสงัดในผัสสะทั้งหลาย ย่อมไม่ถูกชักนำไปในทิฏฐิทั้งหลาย.
(พุทฺธ) ขุ.สุ. 25/500, ขุ.มหา. 29/264,267.
อดีต หมายถึงช่วงเวลาที่ผ่านไปแล้ว เป็นสิ่งที่ล่วงมาแล้วไม่อาจย้อนคืนกลับได้ ส่วน อนาคต หมายถึงช่วงเวลาที่ยังมาไม่ถึง เป็นสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น ทั้งอดีตและอนาคตต่างก็ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของเรา
เมื่อจิตหวนคิดถึงเรื่องราวดี ๆ ในอดีต เช่น ความสำเร็จ ความสุข ความสมหวัง ย่อมทำให้เกิดความยินดี สุขใจ แม้เหตุการณ์นั้นจะจบไปแล้ว แต่เพราะใจยังยึดติดอยู่ ความสุขนั้นจึงกลายเป็นเครื่องทำให้จิตกระเพื่อมได้
ในทางตรงกันข้าม หากคิดถึงเรื่องร้าย ๆ ที่เกิดขึ้นในอดีต เช่น ความล้มเหลว ความสูญเสีย หรือความผิดพลาด ก็ย่อมทำให้ใจเศร้าหมอง โศกเศร้าเสียใจ ทั้งที่เรื่องเหล่านั้นสิ้นสุดไปแล้ว แต่จิตยังคงยึดติดและเป็นทุกข์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เมื่อใจคิดไปถึงเรื่องราวในอนาคต เช่น พรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร จะเจอปัญหาอะไร จะล้มเหลวหรือสำเร็จ ความกังวลนี้ก็ทำให้ใจเป็นทุกข์ทั้ง ๆ ที่เรื่องยังไม่เกิดขึ้น เรียกว่า “ตีตนไปก่อนไข้”
นอกจากความกังวล ยังมีการวาดฝันถึงอนาคต เช่น หวังว่าจะร่ำรวย มีชื่อเสียง มีทรัพย์สิน บ้าน รถ ความสำเร็จ แต่เมื่อสิ่งเหล่านั้นไม่เป็นไปตามคาดหวัง ใจก็ย่อมผิดหวังและกลายเป็นทุกข์อีกเช่นกัน
ไม่ว่าการยึดติดกับอดีตหรือการกังวลถึงอนาคต ต่างก็ทำให้ใจไม่อยู่กับความจริงในปัจจุบัน ใจจึงหวั่นไหว กระสับกระส่าย ไม่สงบ การกระเพื่อมของใจเช่นนี้เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินชีวิตและการปฏิบัติธรรมอย่างมาก
พระพุทธเจ้าทรงสอนให้สาวกทั้งหลายตั้งใจอยู่กับปัจจุบัน ไม่ปล่อยใจให้ฟุ้งซ่านไปถึงอดีตหรืออนาคต แต่ให้มี สติสัมปชัญญะ กำกับจิต รู้กายรู้ใจในปัจจุบันขณะ ความสำเร็จทั้งปวงทั้งทางโลกและทางธณรม เกิดขึ้นได้ที่ตรงนี้ ไม่ใช่ที่เวลาอื่น
โดยเฉพาะการปฏิบัติธรรมเพื่อบรรลุมรรคผลนิพพาน ก็ทำได้ในปัจจุบันเท่านั้น อดีตไม่อาจทำอะไรได้อีกแล้ว อนาคตก็ยังไม่มาถึง สิ่งที่เรามีคือ “ปัจจุบันขณะ” ซึ่งเป็นเวลาที่แท้จริงแห่งการปฏิบัติ
อีกสิ่งหนึ่งที่พระพุทธองค์ทรงสอนคือ การวางใจเป็นกลางต่อผัสสะทั้งหลาย ไม่ยินดีจนหลงเพลิน ไม่ยินร้ายจนเกิดโทสะ แต่ให้ตั้งใจเป็นกลางต่ออารมณ์ที่มากระทบทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดมิจฉาทิฏฐิคือความเห็นผิด อันจะเป็นสาเหตุให้หลงผิด เข้าใจผิดไปจากความเป็นจริง และเป็นสิ่งขวางกั้นการบรรลุธรรม
ดังนั้น ผู้ปรารถนาความสงบและต้องการปฏิบัติธรรมให้บรรลุผล ต้องฝึกใจไม่ให้หลงติดอดีตหรืออนาคต ต้องอยู่กับปัจจุบันอย่างมีสติ พร้อมวางใจเป็นกลางต่อผัสสะทั้งหลาย เมื่อทำได้เช่นนี้ ใจก็จะไม่กระเพื่อม เป็นประตูสู่การปฏิบัติธรรมให้บรรลุผลที่มุ่งหวังคือพระนิพพานได้.
