ลุทฺโธ อตฺถํ น ชานาติ ลุทฺโธ ธมฺมํ น ปสฺสติ
อนฺธตมํ ตทา โหติ ยํ โลโภ สหเต นรํ.ผู้โลภ ย่อมไม่รู้อรรถ ผู้โลภ ย่อมไม่เห็นธรรม ความโลภ เข้าครอบงำคนใด เมื่อใด ความมืดมิดย่อมมีเมื่อนั้น.
(พุทฺธ) ขุ.อิติ. 25/295, ขุ.มหา. 29/17.
ความโลภ หรือ โลภะ แปลตามศัพท์ว่า ความอยากได้ หมายถึง ความปรารถนาที่จะได้สิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส หรือธรรมารมณ์ทั้งหลายที่เป็นที่พอใจของใจตน
ในแง่ของผู้ครองเรือน ความอยากได้ถือเป็นสิ่งกลาง ๆ ยังไม่จัดว่าดีหรือชั่วโดยตรง ขึ้นอยู่กับวิธีการแสวงหา หากหามาได้ด้วยความสุจริต ก็ถือว่าไม่ผิด แต่หากใช้วิธีการที่ผิดศีลธรรม เช่น ขโมย โกง หรือปล้นมา ก็ย่อมเป็นเรื่องที่ผิด
แต่ถ้ามองในมุมของการปฏิบัติธรรม ความโลภหรือโลภะ จัดเป็น อกุศลมูลข้อที่ 1 เป็นรากเหง้าแห่งความไม่ดีงาม เพราะทำให้จิตใจมัวหมอง กระวนกระวาย ไม่สงบ และเป็นเหตุให้กรรมชั่วอื่น ๆ ตามมา
เมื่อความโลภเกิดขึ้น จิตจะจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ตนอยากได้ คิดหาทางแสวงหา เมื่อได้มาก็ดีใจ เมื่อไม่ได้มาก็ทุกข์ใจ หงุดหงิด หรือผิดหวัง ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นสุขหรือทุกข์ ก็ล้วนเกิดจากอำนาจแห่งความโลภทั้งสิ้น
ในทางธรรม ความโลภเป็นตัวการที่ปิดบังปัญญา เมื่อถูกความโลภครอบงำ จิตจะมืดบอด ไม่สามารถพิจารณาอรรถธรรมได้ชัดเจน ไม่อาจแยกแยะผิดชอบชั่วดี เพราะความคิดจดจ่ออยู่กับการหาทางได้สิ่งที่อยากได้เพียงอย่างเดียว
ความโลภเปรียบเหมือนเมฆดำที่บดบังดวงอาทิตย์ ทำให้แสงสว่างไม่อาจส่องได้ เมื่อเมฆค่อย ๆ เลื่อนออก แสงสว่างแห่งดวงอาทิตย์จึงค่อย ๆ ส่องชัด ฉันใด เมื่อความโลภค่อย ๆ เบาบางลง ปัญญาก็จะค่อย ๆ ปรากฏสว่างชัดขึ้นฉันนั้น
ความโลภไม่เพียงทำให้ปัญญามืดบอด แต่ยังเป็นเหตุแห่งความทุกข์ เพราะความอยากไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อได้มาแล้วก็อยากได้อีก เมื่อเสียไปก็เศร้าโศกเสียใจ ไม่มีความอิ่ม ความทุกข์จึงเกิดขึ้นเรื่อย ๆ จากการยึดติดในความอยาก
วิธีจัดการกับความโลภ คือการเจริญสติ สมาธิ และปัญญา ให้เห็นตามจริงว่าสรรพสิ่งไม่เที่ยง ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตัวตน การพิจารณาเช่นนี้จะทำให้ใจคลายความยึดติดในสิ่งที่อยากได้ และค่อย ๆ ละความโลภได้
ดังนั้น ความโลภจึงเป็นสิ่งที่ควรระวังและควรกำจัดให้หมดไป เมื่อความโลภไม่เกิดหรือถูกทำลายไปแล้ว ปัญญาก็จะแจ่มใส สามารถรู้อรรถรู้ธรรมได้ตามความเป็นจริง.
