อปฺปมตฺตา สตีมนฺโต สุสีลา โหถ ภิกฺขโว สุสมาหิตสงฺกปฺปา สจิตฺตมนุรกฺขถ.

อปฺปมตฺตา สตีมนฺโต     สุสีลา โหถ ภิกฺขโว
สุสมาหิตสงฺกปฺปา     สจิตฺตมนุรกฺขถ.

[คำอ่าน]

อับ-ปะ-มัด-ตา, สะ-ตี-มัน-โต     สุ-สี-ลา, โห-ถะ, พิก-ขะ-โว
สุ-สะ-มา-หิ-ตะ-สัง-กับ-ปา     สะ-จิด-ตะ-มะ-นุ-รัก-ขะ-ถะ

[คำแปล]

“ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงเป็นผู้ไม่ประมาท มีสติ มีศีลดีงาม ตั้งความดำริไว้ให้ดี คอยรักษาจิตใจของตน.”

(พุทฺธ) ที.มหา. 10/142.

ความประมาท เป็นหนทางแห่งความหายนะทุกประการ ถ้ามองในแง่ของการประกอบกิจการงานทางโลก ความประมาท เป็นสาเหตุแห่งความผิดพลาดนานาประการ ทำให้กิจการงานนั้น ๆ ล้มเหลว บกพร่อง ผิดพลาด ไม่สำเร็จดังที่ตั้งเป้าไว้

ถ้าพูดในแง่ที่ลึกซึ้งลงไปอีก คือมองในแง่ของธรรมะ ความประมาท หมายถึง ความลุ่มหลงมัวเมา คือมัวเมาในลาภ ยศ สรรเสริญ สุข มัวเมาในวัย ในอายุ ในชีวิต ทำให้หลงติดอยู่กับสิ่งที่ไม่เป็นสาระแก่นสาร ลุ่มหลงยินดีอยู่ในสิ่งที่เป็นสาเหตุให้ต้องเวียนว่ายตายเกิดไม่จบสิ้น ทำให้สรรพสัตว์ทั้งหลาย ไม่สามารถพ้นจากทุกข์ในวัฏสงสารนี้ได้

ดังนั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงทรงสอนให้สาวกทั้งหลายของพระองค์เป็นผู้ไม่ประมาท คือไม่ให้ลุ่มหลงมัวเมาในสิ่งลวงโลกทั้งหลายเหล่านั้น

นอกจากนี้ ยังทรงสอนให้มีสติ คือให้ดำรงตนอยู่ในสัมมาสติ ให้มีสติระลึกรู้กาย ในอิริยาบถทั้ง 4 ให้มีสติกำหนดระลึกรู้เวทนา ทั้งทางกายและทางใจ ทั้งที่เป็นสุขและเป็นทุกข์ ทั้งที่เป็นอุเบกขาคือความรู้สึกเฉย ๆ ไม่สุขไม่ทุกข์ ให้มีสติกำหนดระลึกรู้จิต คือถ้าจิตมีราคะ โทสะ โมหะ ก็รู้ว่าจิตมีราคะ โทสะ โมหะ เป็นต้น ให้มีสติกำหนดระลึกรู้ธรรม คือสัญญา สังขาร นิวรณ์ เป็นต้น เพื่อป้องกันบาปมิให้เกิดขึ้น

ทรงสอนให้ดำรงตนอยู่ในศีลธรรมอันดี ประพฤติตนอยู่ในกรอบของพระธรรมวินัย รักษาศีลให้บริสุทธิ์หมดจด เพราะศีลที่บริสุทธิ์หมดจด จะเป็นพื้นฐานให้การปฏิบัติสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐานบรรลุผลได้

และพระภิกษุสามเณรนั้น เป็นผู้ที่ต้องอาศัยผู้อื่นเลี้ยงชีพ คือต้องอาศัยการบำรุงด้วยปัจจัย 4 จากศรัทธาสาธุชนทั้งหลาย การที่พระภิกษุสามเณรรักษาศีลให้บริสุทธิ์หมดจด ก็จะมีผลให้สาธุชนทั้งหลายเกิดความศรัทธาเลื่อมใส และยินดีถวายการอุปถัมภ์ อีกทั้งทำให้ทิกษิณาของสาธุชนเหล่านั้นมีผลมากอีกด้วย

พระพุทธองค์ทรงสอนให้สาวกของพระองค์ตั้งความดำริไว้ให้ดี คือให้ตั้งตนอยู่ในหลักของสัมมาสังกัปปะ มีความดำริชอบ คือดำริในอันที่จะออกจากกาม พิจารณาให้เห็นโทษของกาม แล้วไม่เกี่ยวข้องด้วยกาม เบื่อหน่ายคลายกำหนัดในกามทั้งหลาย ให้มีความดำริที่ไม่พยาบาทปองร้าย คือให้กำจัดความพยาบาทความขัดเคืองใจออกจากจิตใจให้ได้ ให้มีความดำริที่ไม่เบียดเบียน คือไม่ให้คิดเบียนเบียนผู้อื่น ให้ได้รับความลำบากเดือดร้อน ไม่ว่าจะเป็นทางกายหรือทางใจก็ตาม เพราะมิใช่วิสัยแห่งสมณะ

ทรงสอนให้รักษาจิตของตนให้ดี คือคอยสอดส่องคุ้มครองจิตของตน ไม่ให้ตกเป็นทาสของกิเลส ไม่ให้ถูกกิเลสครอบงำบงการ เพราะจิตที่ตกอยู่ภายใต้อำนาจควบคุมของกิเลสนั้น ย่อมถูกชักจูงไปในทางอกุศล สร้างทุกข์สร้างโทษให้ตนเองและผู้อื่นอยู่ร่ำไป

พระพุทธองค์ทรงสอนเหล่าสาวกของพระองค์ ให้เป็นผู้ไม่ประมาท มีสติ มีศีลที่ดีงาม มีความดำริที่ดี และคอยรักษาจิตของตน ก็เพื่อให้พ้นจากอำนาจของกิเลส สามารถทำลายกิเลสอาสวะทั้งปวงได้ กระทำที่สุดแห่งกองทุกข์ได้อย่างสิ้นเชิงในที่สุด ด้วยประการฉะนี้.

Privacy Overview

This website uses cookies so that we can provide you with the best user experience possible. Cookie information is stored in your browser and performs functions such as recognising you when you return to our website and helping our team to understand which sections of the website you find most interesting and useful.