ปฏิกจฺเจว ตํ กยิรา ยํ ชญฺญา หิตมตฺตโน.
“รู้ว่าการใดเป็นประโยชน์แก่ตน พึงรีบทำการนั้นเทียว”
(สํ.ส. 15/81)
การเข้าใจเป้าหมายของชีวิตถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ แต่การลงมือทำตามเป้าหมายนั้นสำคัญยิ่งกว่า ในทางพุทธศาสนา “ประโยชน์” ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่ความร่ำรวยหรือลาภยศทางโลกเท่านั้น แต่ครอบคลุมถึงความสุขความเจริญที่ยั่งยืนทั้งในปัจจุบัน อนาคต และประโยชน์สูงสุดคือความพ้นทุกข์ เมื่อเราใช้ปัญญาพิจารณาจนเห็นแจ้งแล้วว่าสิ่งใดคือแก่นสารที่แท้จริง หน้าที่ประการเดียวของเราคือการรวบรวมความเพียรเพื่อลงมือทำสิ่งนั้นให้สำเร็จโดยเร็วที่สุด
หัวใจสำคัญของสุภาษิตบทนี้คือคำว่า “ปฏิกจฺเจว” ซึ่งแปลว่า “ก่อนทีเดียว” หรือ “ล่วงหน้า” เป็นการเตือนสติให้เรามีความไม่ประมาท (อัปปมาทธรรม) เพราะความตายและอุปสรรคในชีวิตเป็นเรื่องที่พยากรณ์ไม่ได้ การรอให้ถึงเวลาที่พร้อม หรือรอให้แก่เฒ่าก่อนแล้วจึงค่อยเข้าหาธรรมะ จึงเป็นความเสี่ยงอย่างยิ่งที่จะทำให้เราสูญเสียโอกาสในการสร้างคุณค่าให้กับชีวิตไปอย่างน่าเสียดาย
ประโยชน์ทางโลก หรือ ทิฏฐธัมมิกัตถะ คือการสร้างฐานะ ความมั่นคง และการดูแลรับผิดชอบต่อครอบครัวและสังคม เมื่อรู้ว่าทักษะใดจำเป็นต่อการประกอบอาชีพ หรือนิสัยใดจะนำไปสู่ความสำเร็จ เราควรเร่งฝึกฝนและสร้างตัวตั้งแต่วัยอันควร การใช้เวลาไปกับอบายมุขหรือเรื่องไร้สาระเปรียบเสมือนการปล่อยให้ต้นทุนชีวิตลดน้อยถอยลงไปในทุกขณะที่ลมหายใจยังดำเนินอยู่
ในขณะเดียวกัน ประโยชน์ทางธรรม หรือ สัมปรายิกัตถะ คือการสะสมอริยทรัพย์ ทั้งการให้ทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา ซึ่งเป็นเสบียงสำคัญในการเดินทางของจิตวิญญาณ การรอเวลาเพื่อทำความดีมักไม่มีอยู่จริง เพราะกิเลสและความขี้เกียจมักจะหาข้ออ้างมาขวางกั้นเสมอ ผู้ที่มีปัญญาจึงต้องตัดวงจรแห่งการผัดวันประกันพรุ่ง และเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจให้กลายเป็นการปฏิบัติที่จับต้องได้ทันที
ชีวิตมนุษย์นั้นสั้นเกินกว่าจะมัวเสียเวลาไปกับสิ่งที่ไร้สาระ หากเปรียบชีวิตเป็นหยาดน้ำค้างบนยอดหญ้าที่พร้อมจะระเหยไปเมื่อเจอแสงแดด เราย่อมตระหนักได้ว่าเวลาที่มีอยู่นั้นจำกัดเกินกว่าจะทิ้งไปกับการโกรธเคือง การอิจฉาริษยา หรือการแสวงหาความสุขชั่วคราวที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใดต่อการยกระดับจิตใจเลยแม้แต่น้อย
การปฏิบัติ “ทันที” ยังเป็นอุบายในการฝึกจิตให้มีความเด็ดเดี่ยว เมื่อปัญญาบอกว่าสิ่งนี้ดี สิ่งนี้มีประโยชน์ จิตที่มีกำลังจะรวบรวมความมุ่งมั่นเพื่อกระทำสิ่งนั้นโดยไม่อาลัยอาวรณ์ต่อความสะดวกสบายเดิม ๆ การฝึกเช่นนี้จะทำให้เราเป็นคนที่มีความรับผิดชอบต่อตนเองสูง และสามารถพึ่งพาตนเองได้ทั้งในแง่ของจิตใจและคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่
อุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดของการทำสิ่งที่เป็นประโยชน์คือ “ความประมาท” หลายคนมีความรู้ดี (Knowledge) แต่ขาดความเพียร (Effort) ทำให้ความรู้นั้นสูญเปล่า สุภาษิตบทนี้จึงเน้นย้ำให้เราเป็นคน “ตื่นรู้” อยู่เสมอ เพื่อที่จะได้ไม่ตกเป็นทาสของความผัดวันประกันพรุ่ง ซึ่งเป็นหลุมพรางที่ทำให้คนจำนวนมากต้องมานึกเสียดายภายหลังในยามที่เรี่ยวแรงหรือโอกาสหมดสิ้นไป
นอกจากนี้ การรีบทำประโยชน์ยังเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับชีวิต เมื่อวันแห่งความเสื่อมหรือวิกฤตมาถึง ผู้ที่ได้เตรียมตัวไว้พร้อมแล้ว ทั้งฐานะทางโลกที่มั่นคงและฐานะทางใจที่หนักแน่น ย่อมสามารถเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงได้อย่างสงบและสง่างาม ผิดกับผู้ที่ใช้ชีวิตไปวัน ๆ โดยไร้จุดหมายที่จะต้องพบกับความตระหนกตกใจเมื่อความจริงของชีวิตปรากฏขึ้น
การเลือกสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองอย่างแท้จริง ต้องอาศัยการไตร่ตรองอย่างรอบคอบว่า “ประโยชน์” นั้นไม่เบียดเบียนตนเองและไม่เบียดเบียนผู้อื่น เป็นความสุขที่เกิดจากความบริสุทธิ์ใจ เมื่อคัดกรองได้เช่นนี้แล้ว ความแน่วแน่ในการลงมือทำจะเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ และจะนำมาซึ่งความภาคภูมิใจในทุกย่างก้าวที่เราได้เดินไปบนเส้นทางที่ถูกต้อง
สรุปแล้ว ความหมายของพุทธศาสนสุภาษิตนี้คือเสียงเตือนให้เรากลับมาสำรวจเข็มทิศชีวิตของตนเอง หากวันนี้เราพบแล้วว่าสิ่งใดคือทางเจริญ สิ่งใดคือความดีที่ควรสั่งสม อย่าปล่อยให้พรุ่งนี้มาพรากโอกาสนั้นไป จงรีบทำเสียตั้งแต่วินาทีนี้ เพื่อให้มั่นใจว่าทุกวันเวลาที่ผ่านไป คือการถักทอคุณค่าที่จะติดตัวเราไปตลอดกาล ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า.
