ชิเน กทริยํ ทาเนน.
“พึงชนะคนตระหนี่ ด้วยการให้”
(ขุ.ธ. 25/44, ขุ.ชา.ทุก. 27/50)
ความหมายของความตระหนี่
ความตระหนี่ หมายถึง ความหวงแหน ไม่ยอมสละหรือแบ่งปันสิ่งของที่ตนมีให้ผู้อื่น เป็นความยึดติดในทรัพย์สิน วัตถุ หรือแม้แต่ความสะดวกสบายของตนเอง คนตระหนี่จึงเป็นผู้ที่ใจแคบ เห็นแก่ตัว และไม่รู้จักการให้ ภาษาชาวบ้านเรียกว่า “ขี้เหนียว” ซึ่งเป็นนิสัยที่ทำให้จิตใจหยาบกระด้างและห่างไกลจากความเมตตา
ลักษณะของคนตระหนี่
คนตระหนี่มักคิดถึงแต่ประโยชน์ส่วนตนเป็นหลัก ไม่สนใจว่าผู้อื่นจะได้รับความเดือดร้อนหรือขาดแคลนเพียงใด ขอเพียงตนเองอยู่สุขสบาย มีเงิน มีของกินของใช้ ก็ถือว่าพอใจ คนลักษณะนี้จึงไม่สนใจสังคมหรือส่วนรวม ไม่มีความเมตตาในใจ และมักอยู่ในโลกของตนเองโดยไม่คิดจะช่วยเหลือใคร
ในทางพระพุทธศาสนา ความตระหนี่ถือเป็นกิเลสอย่างหนึ่ง เพราะเป็นอุปสรรคต่อการเจริญเมตตาและการสร้างบุญ พระพุทธเจ้าทรงไม่สรรเสริญคนตระหนี่ เนื่องจากคนเช่นนี้ไม่สามารถก้าวหน้าในธรรมได้ และยังสร้างความทุกข์ให้ตนเอง เพราะความกลัวเสียของและความห่วงทรัพย์ที่สะสมไว้ไม่รู้จบ
คนตระหนี่แม้จะมีทรัพย์มาก แต่กลับไม่สามารถใช้ทรัพย์นั้นให้เกิดประโยชน์ได้ ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น เขามักวิตกกังวล กลัวว่าจะสูญเสียสิ่งของที่มีอยู่ เมื่อใครเดือดร้อนก็ไม่กล้าให้ แม้มีมากก็ยังรู้สึกว่าไม่พอ ชีวิตเช่นนี้จึงไม่อาจพบความสุขที่แท้จริง เพราะใจถูกพันธนาการไว้ด้วยความหวงแหน
วิธีเอาชนะความตระหนี่ตามหลักพุทธศาสนา
พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เอาชนะความตระหนี่ด้วย “ทาน” หรือ “จาคะ” ซึ่งหมายถึงการให้และการสละ การให้ไม่เพียงแต่ช่วยผู้อื่น แต่ยังเป็นการฝึกใจให้คลายจากความยึดมั่น ถือเป็นการฝึกละความเห็นแก่ตัว และเปิดประตูสู่ความสุขที่เกิดจากการแบ่งปัน
เมื่อคนตระหนี่เห็นผู้อื่นให้ทานอย่างมีความสุข เห็นคนที่มีน้อยแต่ยังแบ่งปันแก่ผู้อื่น เขาย่อมเกิดความละอายใจ และอาจเริ่มตระหนักถึงความสุขที่เกิดจากการให้ การเห็นตัวอย่างที่ดีในสังคมจึงเป็นแรงกระตุ้นให้เขาเริ่มเปิดใจ และค่อย ๆ ลดความตระหนี่ลงทีละน้อย
หากคนตระหนี่ได้รับน้ำใจหรือความช่วยเหลือจากผู้อื่น เขาจะรู้สึกซาบซึ้งและละอายใจในเวลาเดียวกัน ความรู้สึกเช่นนี้สามารถเปลี่ยนแปลงจิตใจของเขาให้รู้จักการตอบแทนและแบ่งปันได้ นี่คือวิธีที่พระพุทธเจ้าทรงแนะนำให้ใช้ความเมตตาและการให้ทานเป็นเครื่องปราบความตระหนี่
การให้ด้วยใจบริสุทธิ์ คือหนทางแห่งการเอาชนะความตระหนี่อย่างแท้จริง เพราะเมื่อใจรู้จักสละ ใจก็จะไม่ยึดติด ไม่หวงแหน และไม่ทุกข์ การให้จึงไม่เพียงทำให้ผู้อื่นมีความสุขอย่างเดียว แต่ยังทำให้ผู้ให้หลุดพ้นจากความคับแคบของใจ และเข้าถึงความสงบเย็นอย่างแท้จริง.
