โกโธ ทุมฺเมธโคจโร.
“ความโกรธ เป็นอารมณ์ของคนมีปัญญาทราม”
(ขุ.ชา.ทสก. 27/280)
ความโกรธเป็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นเพราะความไม่รู้ ไม่รู้ความจริงของสรรพสิ่งว่า ทุกสิ่งล้วนเป็นไปตามเหตุปัจจัย ไม่ได้เป็นไปตามความพอใจหรือไม่พอใจของเรา เมื่อไม่รู้เช่นนี้ ใจก็ปรุงแต่งไปในทางที่ทำให้ตัวเองเดือดร้อน และกลายเป็นความโกรธขึ้นมาเผาผลาญจิตใจ
โดยธรรมชาติ เมื่อเราเจอเหตุการณ์หรือสิ่งใดที่ไม่ถูกใจ ใจมักจะปรุงแต่งในทางลบ คิดไปว่าคนนั้นตั้งใจมาทำร้ายเรา คนนั้นดูถูกเรา หรือเหตุการณ์นี้ทำให้เราเสียหาย การคิดปรุงแต่งเช่นนี้ยิ่งตอกย้ำความรู้สึกไม่พอใจ และทำให้ความโกรธค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น
เมื่อความโกรธเกิดขึ้นแล้ว หากเราไม่ใช้สติปัญญาพิจารณาให้รู้เท่าทัน และไม่ใช้ขันติคือความอดทนเข้ามายับยั้ง ความโกรธก็จะทวีความรุนแรงมากขึ้น จนบางครั้งกลายเป็นการแสดงออกที่ทำร้ายทั้งตัวเองและผู้อื่น
ความโกรธที่ไม่ได้รับการควบคุม มักนำไปสู่คำพูดแรง ๆ การกระทำที่รุนแรง หรือแม้แต่การตัดสินใจที่ผิดพลาดในชีวิต การขาดขันติและสติในช่วงเวลาเพียงสั้น ๆ อาจทำให้เราต้องเผชิญผลเสียที่ใหญ่โตตามมาได้
แต่หากเป็นคนมีปัญญา ย่อมสามารถพิจารณาอารมณ์ต่าง ๆ ได้อย่างรอบคอบ จะไม่ปล่อยให้ความโกรธเข้ามาครอบงำจิตใจ ถึงแม้ว่าจะเผลอให้ความโกรธเกิดขึ้น ก็ยังสามารถใช้ขันติธรรมเข้ามาข่มมันไว้ ไม่ปล่อยให้มันเติบโตจนกลายเป็นเพลิงเผาผลาญจิตใจ
ผู้มีสติปัญญาย่อมมองเห็นความจริงว่า ความโกรธไม่ได้ทำให้ใครได้ประโยชน์เลย ตรงกันข้าม มันมีแต่สร้างความทุกข์ สร้างความเสียหาย ดังนั้น ผู้ฉลาดจึงรู้จักปล่อยวางความโกรธ ใช้เมตตาและขันติมาเป็นเกราะป้องกันใจเสมอ
ในทางตรงข้าม มีแต่คนโง่เท่านั้นที่ปล่อยให้ความโกรธครอบงำตัวเอง จนถึงขั้นหลงไปทำตามอำนาจของความโกรธ ทั้งที่รู้ว่ามันนำไปสู่ความทุกข์และความเสียหาย แต่ก็ยังยอมตกเป็นทาสของมัน
ดังนั้นจึงสามารถสรุปได้ว่า ความโกรธคืออารมณ์ของคนโง่ ผู้ใดถูกความโกรธครอบงำ ก็เหมือนคนที่เดินอยู่ในความมืด มองไม่เห็นทาง และพร้อมจะสะดุดล้มทุกเมื่อ แต่ผู้ใดรู้เท่าทันและควบคุมมันได้ ผู้นั้นจึงเรียกได้ว่าเป็นผู้มีปัญญา และเป็นผู้ที่ดำเนินชีวิตอย่างมีสติและปัญญา.
