นตฺถิ โมหสมํ ชาลํ.
“ข่ายเสมอด้วยโมหะ ไม่มี”
(ขุ.ธ. 25/48)
ตาข่าย เป็นเครื่องมือที่มนุษย์ใช้ดักสัตว์ มีทั้งตาข่ายสำหรับสัตว์บกและสัตว์น้ำ เมื่อสัตว์ติดอยู่ในตาข่ายแล้ว มักจะดิ้นหลุดออกได้ยาก แม้จะมีบางตัวที่สามารถหลบหนีไปได้บ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็พากันติดอยู่ไม่อาจรอดพ้น
ส่วน โมหะ หรือความลุ่มหลง เป็นกิเลสที่ดักสรรพสัตว์ให้ติดอยู่ในโลก เมื่อจิตใจถูกความหลงครอบงำ บุคคลย่อมกลายเป็นคนโง่เขลาเบาปัญญา ไม่สามารถเห็นสัจธรรมของชีวิต ไม่เห็นความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความไร้ตัวตนของสรรพสิ่ง
ความหลงทำให้จิตใจเพลิดเพลินอยู่ในสิ่งภายนอก ลุ่มหลงในกามารมณ์ วัตถุ และสิ่งที่ปรารถนา จึงทำให้สรรพสัตว์วนเวียนอยู่ในความอยากและความทุกข์โดยไม่รู้ตัว เป็นสภาพจิตที่ไร้ปัญญาและถูกกิเลสครอบงำอย่างสมบูรณ์
เปรียบเทียบกับ ตาข่าย เมื่อสัตว์ติดตาข่าย แม้จะดิ้นหลุดไม่ได้ และต้องตายในตาข่ายนั้น แต่การตายก็เกิดขึ้นเฉพาะในชาตินั้นเท่านั้น ไม่ได้ตามไปผูกมัดสรรพสัตว์ในภพต่อ ๆ ไป หรือทำลายชีวิตอย่างต่อเนื่องในทุกชาติ
แต่โมหะ เมื่อเข้าครอบงำใจแล้ว จะทำให้สัตว์โลกติดอยู่ในห้วงมหรรณพภพสงสาร วนเวียนเกิดตายอยู่ซ้ำ ๆ ไม่สามารถหลุดพ้นได้ง่าย ๆ ความหลงจึงเหมือนตาข่ายที่ติดตามไปทุกภพทุกชาติ และไม่มีใครสามารถหลุดพ้นโดยง่าย
โมหะไม่ใช่เพียงเครื่องดักชั่วคราว แต่เป็นเครื่องผูกมัดจิตใจอย่างถาวรตราบเท่าที่สรรพสัตว์ยังไม่สามารถตัดมันออกจากใจได้ มันสร้างภาระทางจิตใจและความทุกข์ซ้ำซาก ทำให้สัตว์โลกไม่สามารถเข้าถึงความสงบและความหลุดพ้นได้
การดับโมหะจึงต้องอาศัย การเจริญวิปัสสนา เห็นความจริงของสรรพสิ่งตามความเป็นจริง เข้าใจความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความไร้ตัวตน เมื่อจิตเห็นแจ้งเช่นนี้ ความหลงจึงค่อย ๆ อ่อนกำลังและสามารถดับได้
ดังนั้น แม้ตาข่ายจะสามารถดักสัตว์ได้ แต่ความหลงคือโมหะนั้นร้ายแรงยิ่งกว่า เพราะมันดักสรรพสัตว์ให้ติดอยู่ในสังสารวัฏ ไม่สามารถหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดได้ง่าย ๆ ความหลงจึงเป็นกิเลสที่ร้ายแรงที่สุด
กล่าวได้ว่า ไม่มีตาข่ายใดในโลกนี้ ที่จะดักสรรพสัตว์ให้ติดอยู่ในไตรภพได้เทียบเท่าความหลงหรือโมหะ การรู้เท่าทันและกำจัดโมหะออกจากใจ จึงเป็นหนทางสำคัญสู่ความหลุดพ้นและการพ้นทุกข์อย่างแท้จริง.
