กามา กฏุกา อาสีวิสูปมา เยสุ มุจฺฉิตา พาลา เต ทีฆรตฺตํ นิรเย สมปฺปิตา หญฺญนฺเต ทุกฺขิตา.

กามา กฏุกา อาสีวิสูปมา     เยสุ มุจฺฉิตา พาลา
เต ทีฆรตฺตํ นิรเย                 สมปฺปิตา หญฺญนฺเต ทุกฺขิตา.

กามทั้งหลาย เป็นของเผ็ดร้อน เหมือนงูพิษ เป็นที่คนโง่หมกมุ่น เขาต้องแออัดทุกข์ยากอยู่ในนรกตลอดกาลนาน.

(สุเมธาเถรี) ขุ.เถรี. 26/499.

กาม แปลว่า ความใคร่ หรือสิ่งที่น่าใคร่ เป็นสิ่งที่ผูกพันใจสัตว์โลกไว้ไม่ให้พ้นจากวัฏสงสาร ในพระพุทธศาสนาได้จำแนกกามออกเป็นสองประการ คือ กิเลสกาม และ วัตถุกาม กิเลสกาม คือ ความทะยานอยาก ความหมกมุ่น ความเร่าร้อนของใจที่ปรารถนาจะเสพอารมณ์ต่าง ๆ ส่วน วัตถุกาม คือสิ่งที่น่าใคร่ในภายนอก ได้แก่ กามคุณ 5 คือ รูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะ อันน่าปรารถนาน่าพอใจ

กามทั้งสองอย่างนี้เป็นเครื่องผูกมัดให้สัตว์โลกทั้งหลายติดอยู่ในทุกข์ เพราะความหลงใหลมัวเมาในกาม ชาวโลกมากมายถึงกับยอมทำผิดศีลธรรม ทำผิดกฎหมาย หรือแม้แต่ทำบาปกรรมต่าง ๆ ก็เพื่อสนองความใคร่ในกามนี้ จึงนับได้ว่ากามเป็นรากเหง้าแห่งปัญหานานาประการ

เมื่อจิตใจมัวเมาอยู่ในกาม ก็ย่อมดิ้นรนแสวงหาสิ่งที่ตนปรารถนาไม่รู้จักจบสิ้น วัตถุกามคือสิ่งภายนอกที่กระตุ้นความอยาก ส่วนกิเลสกามคือการที่จิตไปหมกมุ่นปรารถนาสิ่งนั้น ๆ ไม่หยุดหย่อน เมื่อสองสิ่งนี้ประสานกัน ก็ทำให้มนุษย์เวียนว่ายอยู่ในวังวนแห่งกิเลสและกองทุกข์

หากได้สิ่งที่ตนใฝ่หามา ก็ย่อมเกิดความสุขใจ แต่หากไม่ได้ตามความอยากก็กลับกลายเป็นความทุกข์ หรือแม้เมื่อได้มาแล้ว หากต้องสูญเสียไปก็ยังเป็นทุกข์อีก กามจึงเป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ความสุขจากกามจึงเป็นเพียงสุขชั่วคราวที่ตามมาด้วยทุกข์ในภายหลัง

ที่สำคัญ หากมนุษย์ดิ้นรนแสวงหากามด้วยหนทางที่ผิด ไม่ว่าจะผิดกฎหมายหรือผิดศีลธรรม ผลลัพธ์ที่ตามมาคือโทษทั้งในโลกนี้และโลกหน้า โลกนี้ก็ต้องเผชิญความทุกข์ ความเสียหาย และการลงโทษ โลกหน้าก็ยังต้องเวียนว่ายรับผลกรรมที่ได้ก่อไว้

แต่ถึงอย่างนั้น คนโง่เขลาทั้งหลายก็ยังไม่สำนึก ยังคงหมกมุ่น หลงใหล และติดอยู่ในกาม ไม่คิดที่จะหาทางออกจากวังวนเหล่านี้ ความไม่รู้และความหลงใหลเช่นนี้เอง ที่ทำให้พวกเขาไม่สามารถพ้นจากโทษทุกข์ของกามได้เลย

ตรงกันข้าม บัณฑิตผู้มีปัญญาย่อมเห็นโทษของกามได้อย่างชัดเจน รู้ว่ากามเป็นเครื่องพันธนาการจิตใจ จึงพยายามฝึกฝนขัดเกลาตนเอง เพื่อให้หลุดพ้นจากการจองจำแห่งกาม โดยอาศัยการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเป็นเครื่องมือในการเจริญปัญญา

การปฏิบัติเพื่อออกจากกามนี้ ต้องดำเนินไปตามมรรคมีองค์ 8 คือ หนทางแห่งการดับทุกข์อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงชี้ไว้ องค์ประกอบเหล่านี้จะช่วยให้จิตใจสงบ ไม่หวั่นไหวต่อกามคุณ และสามารถก้าวข้ามความอยากได้ในที่สุด

พระพุทธองค์ยังทรงใช้วิธีการสอนที่เรียกว่า อนุปุพพิกถา คือการสอนอย่างค่อยเป็นค่อยไป เริ่มจากทาน ศีล สวรรค์ โทษของกาม และอานิสงส์ของการออกจากกาม ก่อนจะเข้าสู่การสอนอริยสัจ 4 วิธีการเช่นนี้แสดงให้เห็นว่า แม้แต่ในกระบวนการสั่งสอน พระองค์ก็ยังเน้นย้ำเรื่องโทษของกามเป็นสำคัญ

เพราะเมื่อผู้ฟังเข้าใจแล้วว่ากามเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ก็ย่อมจะพร้อมเปิดใจรับฟังธรรมขั้นสูงขึ้น การรู้โทษของกามจึงเปรียบเสมือนการปูพื้นฐานให้มนุษย์เห็นความจริงของชีวิต และสร้างแรงบันดาลใจที่จะออกจากวังวนแห่งกามนี้

ดังนั้น การพิจารณาโทษของกามจึงเป็นหน้าที่ของผู้ใฝ่ในธรรมทั้งหลาย มิใช่เพื่อให้เกิดความรังเกียจโลกหรือหนีหายจากสังคม แต่เพื่อให้รู้จักวางใจให้ถูกต้อง ไม่หลงใหลในสิ่งที่ไม่จีรัง และใช้ชีวิตด้วยปัญญา

เมื่อรู้ความจริงดังนี้แล้ว เราท่านทั้งหลายจึงไม่ควรปล่อยชีวิตให้จมอยู่กับกาม ควรหันมาพิจารณาให้เห็นโทษของกาม และตั้งใจปฏิบัติขัดเกลาตนให้พ้นจากกามทั้งหลาย เพราะการออกจากกามเท่านั้น จึงจะนำไปสู่ความสงบสุขที่แท้จริง และความหลุดพ้นอันสูงสุดคือพระนิพพาน.

Privacy Overview

This website uses cookies so that we can provide you with the best user experience possible. Cookie information is stored in your browser and performs functions such as recognising you when you return to our website and helping our team to understand which sections of the website you find most interesting and useful.