อุเปกฺขโก สทา สโต น โลเก มญฺญตี สมํ
น วิเสสี น นีเจยฺโย ตสฺส โน สนฺติ อุสฺสทา.ผู้วางเฉย มีสติทุกเมื่อ ไม่สำคัญตนว่าเสมอเขา ว่าดีกว่าเขา ว่าต่ำกว่าเขาในโลก ผู้นั้นชื่อว่า ไม่มีกิเลสเครื่องฟูขึ้น.
(พุทฺธ) ขุ.มหา. 29/289, ขุ.สุ. 25/501.
โดยธรรมดาแล้ว มนุษย์มักจะยึดถือความสำคัญตนอยู่เสมอ บางครั้งคิดว่าตนเองดีกว่าคนอื่น บางครั้งก็คิดว่าเท่าเทียมกับผู้อื่น หรือในบางคราวก็เห็นว่าตนด้อยกว่าผู้อื่น ความคิดเหล่านี้ล้วนเกิดจากการเปรียบเทียบและการยึดมั่นในตัวตน
แท้จริงแล้ว รากเหง้าของความสำคัญตนเหล่านี้คือกิเลสที่ครอบงำจิตใจ มันทำให้เราหลงยึดในสถานะของตน ไม่ว่าจะยกตนขึ้นเหนือผู้อื่น เทียบตนเสมอกับผู้อื่น หรือกดตนให้ต่ำกว่าผู้อื่น ล้วนทำให้จิตไม่สงบและไม่เป็นอิสระจากการปรุงแต่งทั้งสิ้น
หากเราฝึกใจให้ตั้งอยู่ในอุเบกขา คือการวางเฉยอย่างถูกต้อง ไม่เอนเอียงไปในความรักหรือชัง ย่อมทำให้ใจเป็นกลางต่อทุกสิ่งที่มากระทบ ไม่ว่าดีหรือร้ายก็ไม่หวั่นไหวไปตามเหตุการณ์
เมื่อมีสติและสัมปชัญญะกำกับอยู่เสมอ ความคิดยึดถือในตัวตนก็จะไม่เกิดขึ้น ความสำคัญตนทั้งหลายย่อมดับไป เหลือเพียงการรู้ตามความจริงและวางใจอย่างสงบเท่านั้น
ผู้ที่มีอุเบกขาธรรมคอยคุ้มครองใจ และมีสติสัมปชัญญะกำกับอยู่เสมอ ย่อมไม่ตกอยู่ในความสำคัญตนที่จะทำให้ใจฟูด้วยความหลงหรือห่อเหี่ยวด้วยความเศร้า เขาเพียงรับรู้สถานะตามความเป็นจริง เขาจะสามารถวางใจเป็นกลางโดยไม่ปรุงแต่งได้
แม้ตนเองจะอยู่ในฐานะที่สูงกว่าผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นยศ ตำแหน่ง หรือฐานะทางทรัพย์สิน ก็จะไม่ยึดถือว่าตนมีคุณค่ามากกว่าคนอื่น ผู้ที่มีใจเป็นกลางย่อมรู้เพียงว่าทุกสิ่งเป็นไปตามเหตุปัจจัยที่ประกอบกัน และสถานะที่ได้มานั้นก็เป็นเพียงเงื่อนไขทางสังคม มิใช่สิ่งที่จะนำมาอวดอ้างหรือยกตนขึ้นเหนือผู้อื่น
ผู้มีปัญญาจะเพียงรับรู้ความจริงตามที่ปรากฏว่า ตนอยู่ในสถานะใด ก็รู้อยู่ว่าเป็นเช่นนั้น ไม่ปรุงแต่งให้กลายเป็นความสำคัญตน ไม่ยกตนข่มผู้อื่น และไม่หลงไปกับความเย่อหยิ่งจองหอง แต่รักษาใจให้นิ่ง สงบ และเป็นกลางอยู่เสมอ
แม้ตนเองจะอยู่ในฐานะที่เท่าเทียมกับผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นยศ ตำแหน่ง หรือทรัพย์สินเงินทอง ผู้มีใจเป็นกลางย่อมไม่ยึดถือว่าเท่ากันแล้วต้องภาคภูมิ หรือเสมอกันแล้วต้องเปรียบเปรยให้เกิดความสุขหรือความทุกข์ เขาเพียงรับรู้ตามความจริงว่าตอนนี้ตนอยู่ในสถานะเดียวกับคนอื่นก็เท่านั้น
เมื่อมีสติและปัญญากำกับ ก็จะไม่ปรุงแต่งให้กลายเป็นความสำคัญตน ไม่คิดยกใจขึ้นว่า “เราไม่น้อยหน้าใคร” และไม่หดหู่เพราะคิดว่าตนไม่อาจดีกว่าผู้อื่นได้ หากแต่รู้แล้วก็วางเฉย ปล่อยให้ใจคงความสงบและเป็นกลางอยู่เสมอ
แม้ตนเองจะอยู่ในฐานะที่ด้อยกว่าผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นยศต่ำกว่า ตำแหน่งเล็กกว่า หรือมีทรัพย์สินเงินทองน้อยกว่า ผู้ที่มีสติและอุเบกขาย่อมไม่ตีค่าตนเองว่าต่ำต้อยหรือไร้ค่า เขาเพียงมองเห็นความจริงตามเหตุปัจจัยว่า ขณะนี้ชีวิตอยู่ในสถานะเช่นนี้ก็เท่านั้น
เมื่อไม่ปล่อยให้ใจปรุงแต่งต่อ ความหดหู่และความท้อแท้ก็ไม่เกิดขึ้น เพราะไม่ได้ยึดความแตกต่างนั้นมาเป็นตัวตัดสินคุณค่าของตน จิตจึงสงบและเป็นกลาง รู้สถานะตามความจริงแล้วก็วางเฉย ไม่สำคัญตนขึ้นมาให้เป็นภาระใจ
ความสำคัญตนทั้งสามแบบดังกล่าวมา ไม่ว่าจะเห็นว่าตนดีกว่าเขา เสมอเขา หรือด้อยกว่าเขา ล้วนเรียกรวมกันว่า “มานะ” ซึ่งโดยภาษาทั่วไปก็คือความถือตัว ที่ทำให้จิตใจยังข้องอยู่กับการเปรียบเทียบตนกับผู้อื่นนั่นเอง
ความถือตัวเป็นกิเลสที่ติดมากับมนุษย์ทุกคน ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ ต่างก็มีความคิดเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่นอยู่เสมอ บางครั้งก็สำคัญตนว่าดีกว่า บางครั้งก็เห็นว่าเสมอกัน และบางครั้งก็เผลอคิดว่าตนด้อยกว่า สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าความถือตัวยังคงครอบงำใจอยู่ไม่มากก็น้อย
เมื่อความสำคัญตนเกิดขึ้น ย่อมทำให้จิตใจหวั่นไหว หากเห็นว่าตนดีกว่าก็เกิดความฟูใจ หากเห็นว่าตนด้อยกว่าก็ทำให้ห่อเหี่ยว เศร้าหมองไปตามความคิดนั้น ๆ ผลที่ตามมาคือใจไม่อาจตั้งมั่นในความสงบ และยังคงวนเวียนอยู่กับการเปรียบเทียบไม่รู้จบ
ผู้ที่ศึกษาธรรมะอย่างลึกซึ้ง ย่อมมองเห็นความจริงของชีวิตได้ชัดเจน เมื่อประกอบด้วยการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องจนเกิดความรู้แจ้ง ย่อมสามารถฝึกใจให้อยู่ในอุเบกขา วางใจเป็นกลางต่อทุกสิ่งที่มากระทบ ไม่เอนเอียงไปตามความรักหรือความชัง
เมื่อมีสติและสัมปชัญญะอยู่เสมอ จิตก็จะไม่ถูกครอบงำด้วยความสำคัญตน ไม่ว่าจะมองว่าตนสูงกว่าเขา เสมอเขา หรือด้อยกว่าเขา เขาจะสามารถละความถือตัวได้ในที่สุด.
