โกธํ ชเห วิปฺปชเหยฺย มานํ
สญฺโญชนํ สพฺพมติกฺกเมยฺย
ตํ นามรูปสฺมิมสชฺชมานํ
อกิญฺจนํ นานุปตนฺติ สงฺคา.บุคคลพึงละความโกรธ พึงเลิกถือตัว พึงก้าวล่วงสังโยชน์ทั้งปวง (เพราะ) เครื่องข้องทั้งหลาย ย่อมไม่ติดตามผู้ไม่ข้องในนามรูป ไม่มีความกังวลนั้น.
(พุทฺธ) สํ.ส. 15/350.
ความโกรธ เป็นกิเลสชนิดหนึ่งที่มีอำนาจรุนแรงมาก เมื่อมันเกิดขึ้นในใจ ย่อมทำให้จิตใจกำเริบเร่าร้อน หงุดหงิด ไม่สงบ ความเยือกเย็นหายไปทันที ความโกรธจึงเป็นไฟเผาผลาญจิตใจอยู่ตลอดเวลา
เมื่อความโกรธเกิดขึ้นแล้ว ย่อมครอบงำจิตใจของสรรพสัตว์อย่างสิ้นเชิง ทำให้มองไม่เห็นเหตุผล ไม่รู้จักแยกแยะดีชั่ว แต่กลับกระทำไปตามอำนาจของมัน เช่น ด่าว่าผู้อื่น ใช้กำลังทำร้าย หรือแม้แต่ฆ่าฟันกัน
กล่าวได้ว่า ความโกรธไม่มีประโยชน์แม้แต่น้อย ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในกรณีใด ๆ ก็ตาม ผลลัพธ์ที่ตามมาล้วนแต่เป็นโทษทั้งสิ้น ทำลายทั้งตนเองและผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งทำลายความสงบสุขในใจของเราเอง
อย่างไรก็ตาม ความโกรธก็เหมือนเป็น “เพื่อนสนิท” ของสรรพสัตว์ทั้งหลาย เพราะมันนอนเนื่องอยู่ในใจทุกคน ไม่เคยห่างหายไปไหน เพียงแต่รอเวลาที่สิ่งไม่น่าปรารถนามากระทบเท่านั้น มันก็จะลุกขึ้นมาสั่งการให้เราทำตามอำนาจของมันในทันที
นอกจากความโกรธแล้ว ความถือตัวก็เป็นกิเลสอีกอย่างหนึ่งที่คอยอยู่ใกล้ตัวเราเสมอ ความถือตัวหรือมานะนั้น ทำให้เรามีความสำคัญตน เห็นว่าตนดีกว่าเขาบ้าง เสมอเขาบ้าง หรือแย่กว่าเขาบ้าง ความสำคัญตนเช่นนี้ก่อให้เกิดการเปรียบเทียบ และนำไปสู่ความทุกข์
เมื่อใจถูกครอบงำด้วยความถือตัวแล้ว ย่อมทำให้เกิดความดื้อดึง อวดดี ไม่ยอมฟังเหตุผล และพร้อมที่จะทำกรรมชั่วได้อย่างง่ายดาย ทั้งนี้เพราะใจหลงผิดไปตามอำนาจแห่งมานะ ทำให้มืดบอดไม่เห็นความจริง
ส่วน สังโยชน์ ก็เป็นกิเลสอีกประเภทหนึ่งที่ร้ายแรงมาก เพราะเป็นเครื่องผูกมัดใจสรรพสัตว์ไว้กับวัฏสงสาร สัตว์ทั้งหลายไม่สามารถพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดได้ก็เพราะถูกสังโยชน์นี้มัดแน่นเอาไว้
สังโยชน์ มี 10 ประการ คือ
- สักกายทิฏฐิ ความเห็นว่าเป็นตัวของตน
- วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย
- สีลัพพตปรามาส ความถือมั่นศีลพรต
- กามราคะ ความกำหนัดในกาม
- ปฏิฆะ ความกระทบกระทั่งในใจ
- รูปราคะ ความติดใจในอารมณ์แห่งรูปฌาน
- อรูปราคะ ความติดในใจอารมณ์แห่งอรูปฌาน
- มานะ ความสำคัญตน
- อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่าน
- อวิชชา ความไม่รู้จริง
สังโยชน์ทั้งสิบนี้เปรียบเหมือนโซ่ตรวนที่ผูกมัดสัตว์โลกให้ติดข้องอยู่กับความทุกข์ ไม่มีทางเป็นอิสระได้ ตราบใดที่ยังมีสังโยชน์อยู่ ย่อมไม่มีวันที่จะพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด
ด้วยเหตุนี้ พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้สาวกทั้งหลายหมั่นฝึกตน เพื่อละความโกรธ ความถือตัว และสังโยชน์ทั้งสิบลงเสียให้ได้ เพราะสิ่งเหล่านี้คือเครื่องกั้นไม่ให้ถึงฝั่งแห่งความหลุดพ้น
เมื่อสามารถกำจัดกิเลสเหล่านี้ได้ จิตใจก็จะบริสุทธิ์ผ่องใส ไม่ถูกเผาผลาญด้วยไฟแห่งความโกรธ ไม่ถูกกักขังด้วยเครื่องผูกมัดแห่งสังโยชน์อีกต่อไป และเมื่อถึงที่สุดแล้ว ย่อมสามารถทำลายวัฏจักรแห่งการเวียนว่ายตายเกิด เข้าสู่พระนิพพานอันเกษมจากโยคะทั้งปวงได้อย่างแท้จริง.
