โกธํ ชเห วิปฺปชเหยฺย มานํ สญฺโญชนํ สพฺพมติกฺกเมยฺย ตนฺนามรูปสฺมึ อสชฺชมานํ อกิญฺจนํ นานุปตนฺติ ทุกฺขา.

โกธํ ชเห วิปฺปชเหยฺย มานํ
สญฺโญชนํ สพฺพมติกฺกเมยฺย
ตนฺนามรูปสฺมึ อสชฺชมานํ
อกิญฺจนํ นานุปตนฺติ ทุกฺขา.

บุคคลพึงละความโกรธ พึงเลิกถือตัว พึงก้าวล่วงสังโยชน์ทั้งปวง (เพราะ) ทุกข์ทั้งหลาย ย่อมไม่ติดตามผู้ไม่ข้องอยู่ในนามรูป ไม่มีความกังวลนั้น.

(พุทฺธ) ขุ.ธ. 25/44.

ความโกรธ เป็นกิเลสที่รุนแรง เมื่อเกิดขึ้นในใจแล้ว จะทำให้จิตใจกำเริบเร่าร้อน หงุดหงิด กระวนกระวาย ไม่เป็นสุข และที่สำคัญยังทำให้เกิดความรู้สึกอยากทำลายหรือทำร้ายบุคคลที่เป็นต้นเหตุให้เกิดความโกรธอีกด้วย

เมื่อความโกรธเข้าครอบงำจิตใจของใครแล้ว ย่อมทำให้บุคคลนั้นขาดสติและไม่สามารถควบคุมตนเองได้ ผลลัพธ์ก็คือการกระทำตามอำนาจของความโกรธ เช่น การด่าทอผู้อื่น การทำร้ายเบียดเบียน หรือแม้แต่การฆ่าฟันกันก็ล้วนเกิดจากความโกรธเป็นเหตุ

ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า ความโกรธไม่มีคุณประโยชน์อันใดเลย มีแต่จะสร้างโทษภัยแก่ผู้ที่โกรธเองและผู้อื่นที่เกี่ยวข้อง ความโกรธจึงเปรียบเสมือนไฟเผาจิตใจ ทำลายความสงบสุข ทำลายมิตรภาพ และทำลายความดีงามทั้งปวง

อย่างไรก็ตาม ความโกรธก็เปรียบได้กับ “เพื่อนสนิท” ของสรรพสัตว์ทั้งหลาย เพราะมันฝังรากลึกอยู่ในใจของทุกคน ไม่เคยห่างหายไปไหน เพียงรอโอกาสที่สิ่งไม่น่าปรารถนามากระทบเท่านั้น มันก็จะลุกขึ้นมาบัญชาให้เราทำตามอำนาจของมันโดยไม่ลังเล

นอกจากความโกรธแล้ว ความถือตัวก็เป็นกิเลสอีกชนิดหนึ่งที่อยู่กับสัตว์โลกมาช้านาน ความถือตัวหรือมานะนี้เอง ทำให้เกิดความสำคัญตนต่าง ๆ นานา บ้างก็คิดว่าตนดีกว่าเขา บ้างก็คิดว่าเสมอเขา หรือแม้แต่เห็นว่าตนด้อยกว่าเขา ความสำคัญตนเช่นนี้ล้วนก่อทุกข์ไม่ต่างกัน

เมื่อจิตใจถูกครอบงำด้วยความถือตัว ย่อมก่อให้เกิดความเย่อหยิ่ง จองหอง ลำพองใจ ไม่ยอมลดละ และพร้อมที่จะดื้อดึงดันทุรังไปจนถึงขั้นทำกรรมอันชั่วช้า การกระทำผิดศีลธรรมหลายอย่างในโลกนี้ล้วนมีความถือตัวเป็นเหตุเกื้อหนุน

อีกทั้งยังมี สังโยชน์ ซึ่งเป็นกิเลสที่ร้ายแรง เพราะสังโยชน์เป็นเครื่องผูกมัดสัตว์โลกทั้งหลายไว้ในวัฏสงสาร ทำให้ไม่สามารถสลัดตนให้พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดได้เลย เหตุเพราะถูกสังโยชน์ร้อยรัดแน่นอยู่ในใจ

สังโยชน์ มี 10 ประการ คือ

  1. สักกายทิฏฐิ ความเห็นว่าเป็นตัวของตน
  2. วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย
  3. สีลัพพตปรามาส ความถือมั่นศีลพรต
  4. กามราคะ ความกำหนัดในกาม
  5. ปฏิฆะ ความกระทบกระทั่งในใจ
  6. รูปราคะ ความติดใจในอารมณ์แห่งรูปฌาน
  7. อรูปราคะ ความติดในใจอารมณ์แห่งอรูปฌาน
  8. มานะ ความสำคัญตน
  9. อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่าน
  10. อวิชชา ความไม่รู้จริง

สังโยชน์ทั้ง10 ประการนี้ เป็นดั่งโซ่ตรวนที่ผูกมัดกักขังสัตว์โลกให้อยู่ในเรือนจำแห่งสังสารวัฏ ไม่ว่าจะดิ้นรนเพียงใด ก็ไม่สามารถออกไปได้ ตราบใดที่ยังไม่สามารถละสังโยชน์ได้ ก็ต้องทนทุกข์เวียนว่ายตายเกิดต่อไป

ด้วยเหตุนี้ พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้เหล่าสาวกหมั่นเพียรพยายามละความโกรธ ความถือตัว และสังโยชน์ทั้งหลายเหล่านี้ให้ได้ เพราะทั้งหมดล้วนเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ และเป็นอุปสรรคขวางกั้นหนทางสู่ความหลุดพ้น

เมื่อบุคคลสามารถละกิเลสเหล่านี้ได้หมดสิ้นแล้ว ความทุกข์ทั้งหลายย่อมตามไม่ทันอีกต่อไป จิตใจย่อมผ่องใสเป็นอิสระ ไม่ถูกไฟแห่งความโกรธเผา ไม่ถูกความถือตัวครอบงำ และไม่ถูกสังโยชน์ร้อยรัดอีกต่อไป นั่นคือการก้าวเข้าสู่พระนิพพาน อันเป็นบรมสุขที่แท้จริง.

Privacy Overview

This website uses cookies so that we can provide you with the best user experience possible. Cookie information is stored in your browser and performs functions such as recognising you when you return to our website and helping our team to understand which sections of the website you find most interesting and useful.