ยํ เว หิตญฺจ สาธุญฺจ ตํ เว ปรมทุกฺกรํ.
“การใดแล เป็นประโยชน์ด้วย ดีด้วย การนั้นแล ทำได้ยากยิ่ง”
(ขุ.ธ. 25/37)
การดำเนินชีวิตตามหลักพุทธศาสนามักมีบททดสอบที่ท้าทายจิตใจเสมอ ดังพุทธศาสนสุภาษิตที่ว่า “ยํ เว หิตญฺจ สาธุญฺจ ตํ เว ปรมทุกฺกรํ” ซึ่งแปลว่า “การใดแล เป็นประโยชน์ด้วย ดีด้วย การนั้นแล ทำได้ยากยิ่ง” คำสอนนี้สะท้อนความจริงอันสูงสุดของธรรมชาติมนุษย์ ที่ชี้ให้เห็นว่าหนทางแห่งความดีงามและประโยชน์สุขส่วนรวมนั้น ไม่ใช่เส้นทางที่ราบเรียบ แต่เป็นเส้นทางที่ต้องอาศัยแรงกายแรงใจอย่างมหาศาลเพื่อเอาชนะแรงต้านภายในตนเอง
เหตุผลสำคัญที่การทำสิ่งที่ดีและเป็นประโยชน์นั้นทำได้ยากยิ่ง เป็นเพราะโดยธรรมชาติของ “จิต” มักจะมีสภาวะคล้ายกับน้ำ นั่นคือการไหลลงสู่ที่ต่ำเสมอ หากเราปล่อยจิตใจไปตามสัญชาตญาณโดยปราศจากการควบคุม จิตจะแสวงหาความพยายามที่น้อยที่สุดและผลตอบแทนที่รวดเร็วที่สุด ซึ่งมักจะนำไปสู่กิเลส ความเห็นแก่ตัว หรือการละเลยประโยชน์ส่วนรวมเพื่อความสบายส่วนตัว ดังนั้นการจะดึงจิตให้ขึ้นสู่ที่สูงเพื่อทำความดี จึงเปรียบเสมือนการพายเรือทวนกระแสน้ำที่เชี่ยวกรากอยู่ตลอดเวลา
ในความหมายของคำว่า “ดี” (สาธุ) และ “เป็นประโยชน์” (หิตะ) นั้นมีความลึกซึ้งกว่าที่ตาเห็น การกระทำบางอย่างอาจดูดีในสายตาคนอื่นแต่กลับไม่มีประโยชน์ หรือบางอย่างมีประโยชน์แต่ทำด้วยวิธีการที่ไม่สุจริต การที่ใครคนหนึ่งจะหลอมรวมทั้งความถูกต้อง (ดี) และผลลัพธ์ที่เป็นคุณ (ประโยชน์) เข้าด้วยกันได้ จึงต้องใช้ความรอบคอบและการพิจารณาที่ถี่ถ้วน ซึ่งต้องใช้พลังงานสมองและพลังใจมากกว่าการปล่อยตัวไปตามอารมณ์หรือการกระทำที่มักง่าย
ความยากประการต่อมาคือ “แรงต้านจากกิเลส” มนุษย์เรามักยินดีในอารมณ์ที่ต่ำช้าหรืออกุศลจิตได้ง่ายกว่า เพราะมันให้ความพึงพอใจในระยะสั้น เช่น การนินทา การโกรธตอบ หรือการเอาเปรียบผู้อื่น สิ่งเหล่านี้ทำได้ง่ายและให้ความรู้สึกสะใจชั่วคราว แต่การจะสะกดกั้นอารมณ์เหล่านี้เพื่อทำในสิ่งที่ถูกต้องและสร้างสรรค์ประโยชน์กลับต้องใช้การฝืนใจอย่างยิ่งยวด ความยากนี้เองคือเครื่องพิสูจน์คุณค่าของความเป็นมนุษย์ที่แตกต่างจากสัตว์โลกทั่วไป
“สติ” จึงเป็นกุญแจสำคัญที่พุทธศาสนาเน้นย้ำในการควบคุมจิตใจ การที่เราจะทำสิ่งที่ยากยิ่งให้สำเร็จได้ เราต้องฝึกสติให้รู้เท่าทันอารมณ์ที่กำลังชักจูงเราลงสู่ที่ต่ำ เมื่อสติเกิดขึ้น เราจะเห็นช่องว่างระหว่าง “แรงกระตุ้น” กับ “การกระทำ” ทำให้เรามีโอกาสเลือกที่จะไม่ทำตามใจตนเองที่ใฝ่ต่ำ แต่เลือกทำในสิ่งที่ส่งผลดีและมีคุณค่าต่อสังคมในระยะยาวแทน
นอกเหนือจากสติแล้ว “ปัญญา” คืออีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยให้เรามองเห็นเป้าหมายที่แท้จริง ปัญญาจะทำให้เราเข้าใจว่าแม้การทำความดีจะเป็นเรื่องยากในตอนเริ่มต้น แต่ผลลัพธ์ของมันคือความสงบสุขและความเจริญอย่างยั่งยืน การใช้ปัญญาพิจารณาอยู่เสมอจะช่วยลดความขัดแย้งในใจ ทำให้การตัดสินใจเลือกทำสิ่งที่ “ทำยาก” กลายเป็นสิ่งที่ “เต็มใจทำ” เพราะเห็นแจ้งในอานิสงส์ที่จะตามมา
ในโลกปัจจุบันที่ทุกอย่างเน้นความรวดเร็วและสะดวกสบาย คำสอนเรื่องการทำสิ่งที่ยากยิ่งนี้กลับยิ่งทวีความสำคัญ เพราะผู้คนมักเลือกทางลัดที่อาจได้ผลลัพธ์เร็วแต่ขาดคุณธรรม การตระหนักว่าการทำดีเป็นเรื่องยากจะช่วยให้เราไม่ท้อถอยเมื่อเจออุปสรรค เราจะเข้าใจว่าความเหนื่อยยากในการทำสิ่งที่ถูกต้องนั้น เป็นเรื่องปกติของการสร้างบารมีและการพัฒนาตนเอง
การฝึกจิตให้ยินดีในการทำสิ่งที่ดีอยู่เสมอจึงเป็นงานที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ทำเพียงครั้งคราว เหมือนกับการเพาะปลูกต้นไม้ใหญ่ที่ต้องรดน้ำพรวนดินทุกวัน ความยากจะค่อย ๆ ลดลงเมื่อจิตเริ่มสร้างความคุ้นเคยกับฝ่ายกุศล จนกระทั่งความดีกลายเป็นนิสัย (วาสนา) และเมื่อนั้นการทำสิ่งที่เป็นประโยชน์และดีงามก็จะกลายเป็นเรื่องที่ทำได้เป็นปกติวิสัยของผู้นั้น
พุทธสุภาษิตบทนี้ยังเตือนใจเราว่า อย่าแปลกใจถ้าเราพบว่าการทำชั่วหรือการทำสิ่งที่ไร้สาระนั้นช่างทำง่ายเหลือเกิน เพราะนั่นคือกระแสโลกที่ดึงดูดเราอยู่ตลอดเวลา การเข้าใจความยากจะทำให้เราเกิดความภาคภูมิใจในทุกครั้งที่สามารถเอาชนะใจตนเองได้ และความภาคภูมิใจนี้เองจะเป็นเชื้อไฟชั้นดีที่คอยผลักดันให้เรามุ่งมั่นในเส้นทางแห่งคุณธรรมต่อไป
บทสรุปของสุภาษิต “ยํ เว หิตญฺจ สาธุญฺจ ตํ เว ปรมทุกฺกรํ” จึงไม่ใช่การบอกให้เรายอมจำนนต่อความยาก แต่เป็นการเชื้อเชิญให้เรายอมรับความท้าทายในการเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ การฝึกตนให้ทำในสิ่งที่ยากแต่ดี คือการยกระดับจิตวิญญาณให้สูงขึ้นเหนือสัญชาตญาณดิบ และเมื่อเราสามารถทำสิ่งที่ “ทำได้ยากยิ่ง” นี้จนเป็นปกติได้ ชีวิตของเราย่อมเข้าถึงแก่นแท้แห่งความสุขที่แท้จริงและยั่งยืน.
