อนฺธตมํ ตทา โหติ ยํ โกโธ สหเต นรํ “ความโกรธ ครอบงำนรชนเมื่อใด ความมืดมน ย่อมมีเมื่อนั้น”

อนฺธตมํ ตทา โหติ ยํ โกโธ สหเต นรํ.

“ความโกรธ ครอบงำนรชนเมื่อใด ความมืดมน ย่อมมีเมื่อนั้น”

(องฺ.สตฺตก. 23/99, ขุ.มหา. 29/18)

ความโกรธเป็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นง่ายในใจของมนุษย์ และมักจะเข้ามาครอบงำในเวลาที่เราเผชิญสิ่งที่ไม่ถูกใจ ความโกรธนั้นเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้จิตใจมืดมน ไม่สามารถคิดพิจารณาสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้องชัดเจน

เมื่อความโกรธเกิดขึ้น ปัญญาที่เคยแจ่มใสย่อมถดถอยลง มันเป็นดั่งม่านหมอกที่บดบังสายตา ทำให้เราไม่สามารถมองเห็นข้อเท็จจริงหรือเหตุผลได้อย่างถูกต้อง ปัญญาถูกปิดกั้น จิตใจจึงไม่สามารถพิจารณาสิ่งที่ควรหรือไม่ควรได้

พระพุทธศาสนาสอนว่า ความโกรธเป็นตัวทำลายสติ เมื่อสติอ่อนกำลัง ปัญญาย่อมอ่อนกำลังตามไปด้วย ดังนั้น ผู้ที่ตกอยู่ในอำนาจของโทสะจึงมัก “มองไม่เห็นอรรถ ไม่เห็นธรรม” ไม่รู้ว่าสิ่งใดเป็นบาป สิ่งใดเป็นบุญ สิ่งใดควรทำหรือไม่ควรทำ

ความโกรธจึงเปรียบได้กับการเดินเข้าไปในที่มืด มองไปทางใดก็ไม่เห็นหนทางที่ถูกต้อง ไม่รู้แม้กระทั่งสิ่งที่อยู่ตรงหน้า เป็นอันตรายทั้งต่อตนเองและผู้อื่น การตัดสินใจที่เกิดขึ้นในเวลานั้น มักเต็มไปด้วยความผิดพลาด

ในยามปกติ เราอาจไม่กล้าทำสิ่งผิดร้ายแรง แต่เมื่อโกรธขึ้นมาแล้ว ความกลัว ความเกรงใจ หรือความรู้ผิดชอบชั่วดีมักหายไปสิ้น ความโกรธทำให้ใจแข็งกร้าว และพร้อมที่จะทำในสิ่งที่ปกติไม่กล้าทำเลยทีเดียว

หลายเหตุการณ์ร้ายแรงในโลกนี้เกิดขึ้นเพราะอารมณ์โกรธที่ไม่ถูกควบคุม คนที่เคยเป็นเพื่อนกลับกลายเป็นศัตรู ครอบครัวแตกแยก พี่น้องทะเลาะกัน เพียงเพราะขาดสติในช่วงที่ความโกรธเข้ามาครอบงำ

ดังนั้น การปล่อยให้ความโกรธครอบงำใจ ย่อมก่อให้เกิดผลเสียตามมาแน่นอน ทั้งเสียหายต่อความสัมพันธ์ เสียหายต่อชื่อเสียง และอาจต้องเผชิญกับโทษทางกฎหมาย รวมทั้งผลกรรมที่จะติดตามไปในภพชาติต่อ ๆ ไป

หนทางป้องกันไม่ให้ความโกรธเกิดขึ้น ก็คือการฝึกเจริญเมตตาธรรม หากจิตใจเต็มไปด้วยความเมตตา ความโกรธจะเกิดขึ้นได้ยาก เพราะเมตตาเป็นเหมือนน้ำเย็นที่หล่อเลี้ยงใจ ทำให้เรามองคนอื่นด้วยความปรารถนาดี มากกว่าจะคิดโกรธเคือง

แต่หากไม่อาจป้องกันได้ และความโกรธได้เกิดขึ้นแล้ว สิ่งที่ควรทำคือใช้ขันติธรรม หรือความอดทนอดกลั้น มาข่มความโกรธนั้นไว้ ไม่ปล่อยให้มันลุกลาม ไม่ยอมให้มันบงการจิตใจให้พูดหรือทำสิ่งผิดพลาดออกมา

เมื่อเราฝึกเจริญเมตตาและขันติอยู่เสมอ ใจจะค่อย ๆ เข้มแข็งขึ้น ไม่หวั่นไหวไปตามอำนาจของความโกรธง่าย ๆ ผลก็คือชีวิตที่ราบรื่น สงบเย็น และปลอดภัยจากหายนะที่ความโกรธนำมา นี่คือการมีปัญญาที่แท้จริง เพราะสามารถควบคุมตนเองได้ในยามที่ไฟโทสะกำลังลุกโชน.

Privacy Overview

This website uses cookies so that we can provide you with the best user experience possible. Cookie information is stored in your browser and performs functions such as recognising you when you return to our website and helping our team to understand which sections of the website you find most interesting and useful.