อเทยฺเยสุ อททํ ทานํ เทยฺเยสุ โย ปเวจฺฉติ อาปาสุ พฺยสนํ ปตฺโต สหายํ อธิคจฺฉติ.

อเทยฺเยสุ อททํ ทานํ     เทยฺเยสุ โย ปเวจฺฉติ
อาปาสุ พฺยสนํ ปตฺโต     สหายํ อธิคจฺฉติ.

[คำอ่าน]

อะ-ไท-เย-สุ, อะ-ทะ-ทัง, ทา-นัง     ไท-เย-สุ, โย, ปะ-เวด-ฉะ-ติ
อา-ปา-สุ, พะ-ยะ-สะ-นัง, ปัด-โต     สะ-หา-ยัง, อะ-ทิ-คัด-ฉะ-ติ

[คำแปล]

“ผู้ใดไม่ให้ทานในคนที่ไม่ควรให้ ย่อมให้ในคนที่ควรให้ ผู้นั้นประสบความเสื่อมเพราะอันตราย ย่อมได้สหาย.”

(โพธิสตฺต) ขุ.ชา.จตุกฺก. 27/129.

การให้ทานนั้นเป็นสิ่งที่ดี เป็นบุญกุศล เป็นสิ่งที่ควรทำ และการให้ทานยังเป็นบุญกิริยาวัตถุข้อแรกในพุทธศาสนาอีกด้วย

แต่การให้ทานนั้น จำเป็นต้องพิจารณาก่อนจึงให้ การให้นั้นจึงจะอำนวยประโยชน์สูงสุด เช่น การให้แก่บุคคลผู้มีศีล ย่อมมีอานิสงส์มากกว่าการให้แก่บุคคลผู้ไม่มีศีล เป็นต้น

ในสุภาษิตบทนี้ ท่านกล่าวถึงหลักของการให้ทาน ว่าควรพิจารณาให้ดีว่าใครควรให้ใครไม่ควรให้ ให้แก่ใครจึงเกิดประโยชน์ ให้แก่ใครจึงไม่มีภัย เมื่อพิจารณาถี่ถ้วนด้วยดีแล้วจึงให้

ตัวอย่างของบุคคลที่ไม่ควรให้ เช่น คนทุศีล คนพาล คนอกตัญญู คนที่สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น เป็นต้น ส่วนคนที่ตรงกันข้ามกับที่กล่าวแล้ว ถือเป็นบุคคลที่ควรให้

ผู้ที่พิจารณาด้วยดีแล้วจึงให้แก่บุคคลที่ควรให้ ย่อมได้รับประโยชน์จากการให้นั้นอย่างเต็มที่ เมื่อถึงคราวมีภัย ประสบอุปสรรคหรือประสบปัญหาต่าง ๆ ย่อมมีคนคอยช่วยเหลือให้ผ่านพ้นภัยและอุปสรรคเหล่านั้นไปได้ด้วยดี.

Privacy Overview

This website uses cookies so that we can provide you with the best user experience possible. Cookie information is stored in your browser and performs functions such as recognising you when you return to our website and helping our team to understand which sections of the website you find most interesting and useful.