ยา กาจิมา ทุคฺคติโย อสฺมึ โลเก ปรมฺหิ จ
อวิชฺชามูลกา สพฺพา อิจฺฉาโลภสมุสฺสยา.ทุคติในโลกนี้และโลกหน้า ล้วนมีอวิชชาเป็นราก มีอิจฉาและโลภะเป็นลำต้น.
(พุทฺธ) ขุ.อิติ. 25/256.
คำว่า ทุคติ มีความหมายตรงตัวว่า “ทางไปที่ไม่ดี” หรือ “ทางไปชั่ว” หมายถึง ภพภูมิที่ไม่พึงปรารถนา อันเป็นสถานที่หรือภาวะที่เต็มไปด้วยความทุกข์ ความลำบาก และความเร่าร้อน ไม่สงบสุข ตัวอย่างของทุคติก็คือ นรก เปรต อสุรกาย และสัตว์เดรัจฉาน ตลอดจนสภาพความเป็นอยู่ที่ทุกข์ทรมานต่าง ๆ อันเกิดจากผลของกรรมชั่วที่ได้กระทำไว้ในอดีต
การไปสู่ทุคติเกิดจาก วิบากกรรม ที่เป็นผลสืบเนื่องจากการกระทำ โดยเฉพาะกรรมชั่วที่ได้ทำไว้ด้วยเจตนาที่ไม่ดี เมื่อกรรมเหล่านั้นให้ผล ก็จะฉุดลากสัตว์โลกไปสู่ภพภูมิที่ต่ำ ทำให้ต้องประสบกับทุกข์นานาประการตามวิบากนั้น ๆ
สาเหตุสำคัญที่ทำให้สัตว์โลกกระทำกรรมชั่วจนต้องไปสู่ทุคติ ก็คือ อวิชชา หรือความไม่รู้ อวิชชานี้ไม่ได้หมายถึงการไม่รู้เรื่องทั่ว ๆ ไป แต่หมายถึงการไม่รู้ในความจริงอันประเสริฐ คือ อริยสัจสี่ ไม่รู้จักบาปบุญคุณโทษ ไม่รู้ว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ
เมื่อไม่รู้บาปบุญคุณโทษ ก็ย่อมไม่เข้าใจถึงผลลัพธ์ของการกระทำที่จะตามมาในภายหลัง บางคนเห็นการทำชั่วว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย เห็นแก่ความสะดวกหรือความสุขเพียงชั่วคราว จึงกล้าที่จะทำความชั่วนั้น ๆ โดยไม่ได้รู้สึกว่าเป็นเรื่องผิดแม้แต่เล็กน้อย
ผู้ที่ถูกอวิชชาครอบงำ จิตใจย่อมมืดบอด ไม่สามารถมองเห็นความจริงของสรรพสิ่งได้อย่างแจ่มชัด เมื่อความจริงถูกบดบังด้วยอวิชชา เขาย่อมไม่เข้าใจกฎแห่งกรรม ไม่เข้าใจว่าเมื่อทำกรรมชั่วแล้วผลชั่วจะติดตามมาอย่างไร
เพราะไม่รู้และไม่เข้าใจในกฎแห่งกรรม สัตว์โลกจึงปล่อยตัวปล่อยใจทำสิ่งต่าง ๆ ตามความอยาก ความปรารถนา และตัณหาของตน แม้ความอยากนั้นจะนำไปสู่การทำชั่ว ก็ยังคงทำโดยไม่ไตร่ตรอง เพราะไม่รู้ว่านั่นคือหนทางที่จะฉุดลงไปสู่ทุคติ
การทำชั่วทั้งหลาย เช่น การเบียดเบียนชีวิต การฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์ การผิดประเวณี การโกหกหลอกลวง การปล้นชิงวิ่งราว ล้วนแล้วแต่มีรากเหง้ามาจากอวิชชา เพราะอวิชชาก่อให้เกิดโลภะ ความอยากได้ไม่รู้จักพอ, โทสะ ความโกรธเคืองพยาบาท และโมหะ ความหลงผิดไร้เหตุผล ทั้งสามสิ่งนี้คือแรงผลักดันที่ทำให้สัตว์โลกก่อกรรมทำชั่ว
เมื่อทำกรรมชั่วมากขึ้นเรื่อย ๆ ผลของกรรมนั้นก็สะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกัน สุดท้ายก็ส่งผลให้เจ้าของกรรมคือผู้กระทำนั้นต้องประสบชะตากรรมอันเลวร้าย ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า คือในโลกนี้ย่อมได้รับโทษทางสังคมต่าง ๆ ส่วนในโลกหน้าย่อมมีทุคติอบายภูมิเป็นที่ไป
เพราะเหตุนี้เอง พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้มนุษย์เร่งขัดเกลาตนเอง พัฒนาปัญญา ด้วยการเจริญวิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน 4 เพื่อทำลายอวิชชาที่แฝงอยู่ในใจ อันเป็นรากเหง้าแห่งการกระทำกรรมชั่วอันเป็นเหตุแห่งทุกข์ในสังสารวัฏ
การเจริญวิปัสสนานั้น เปรียบเสมือนการจุดแสงสว่างในความมืด เมื่อปัญญาในวิปัสสนาเกิดขึ้น ความไม่รู้ก็สลายไป เห็นแจ้งตามความเป็นจริงว่า กรรมใดที่ทำไว้ ผลย่อมตามสนอง เห็นชัดว่าการทำความดีนำไปสู่สุคติ การทำชั่วนำไปสู่ทุคติ และหนทางแห่งการดับทุกข์คือการดับเหตุแห่งทุกข์นั้นเอง
เมื่อสามารถทำลายอวิชชาได้สิ้นซาก ก็เท่ากับตัดรากเหง้าแห่งการเวียนว่ายตายเกิด ตัดรากเหง้าแห่งอกุศลทั้งปวง ตัดหนทางไปสู่ทุคติอย่างถาวร หนทางแห่งทุกข์ทั้งหลายก็สิ้นสุดลง นำไปสู่ฝั่งคือพระนิพพาน ซึ่งเป็นที่สุดแห่งทุกข์และเป็นจุดหมายสูงสุดของชีวิตในพระพุทธศาสนา.
