เยน สลฺเลน โอติณฺโณ ทิสา สพฺพา วิธาวติ
ตเมว สลฺลํ อพฺพุยฺห น ธาวติ น สีทติ.บุคคลถูกลูกศรใดแทงแล้วย่อมแล่นไปทั่วทิศ ถอนลูกศรนั้นแล้ว ย่อมไม่แล่นและไม่จม.
(พุทฺธ) ขุ.สุ. 25/518., ขุ.มหา. 29/501.
พระพุทธเจ้าทรงเปรียบเปรยกิเลสทั้งหลายว่าเป็นเหมือน “ลูกศร” ที่คอยทิ่มแทงจิตใจสรรพสัตว์ให้เจ็บปวดรุ่มร้อนอยู่เสมอ คำว่า “ลูกศร” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงอาวุธที่ทำให้เกิดบาดแผลทางกาย แต่เป็นอาวุธคือกิเลสที่สร้างบาดแผลทางใจ ทำให้จิตใจขุ่นมัวไม่สงบ ปราศจากความผ่องใส และยังผลให้สัตว์โลกทั้งหลายเวียนว่ายอยู่ในสังสารวัฏอย่างหาที่สุดมิได้
ลูกศรคือกิเลสนั้น มีอยู่ 3 ตระกูลใหญ่ ๆ อันได้แก่ โลภะ โทสะ และโมหะ ซึ่งพระพุทธองค์ตรัสไว้ว่าเป็นรากเหง้าแห่งอกุศลกรรมทั้งปวง เปรียบเหมือนเป็นบ่อเกิดของความทุกข์ ความเศร้าหมอง และความเดือดร้อนที่เกาะกุมอยู่ในใจของสัตว์โลก หากยังไม่ถอนลูกศรเหล่านี้ออก ย่อมไม่อาจเข้าถึงความสงบเย็นอย่างแท้จริงได้
ลูกศรตระกูลแรก คือ โลภะ หรือความโลภ ความอยากได้ที่เกินประมาณ หมายเอาความทะยานอยากที่จะครอบครองแม้สิ่งที่มิใช่ของตน เมื่อจิตใจถูกครอบงำด้วยโลภะแล้ว ย่อมเกิดความเร่าร้อน ครุ่นคิดไม่หยุดหย่อน และพร้อมจะหาวิธีการทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ
เมื่อบุคคลตกอยู่ภายใต้อำนาจของโลภะ เขาอาจก่อกรรมอันไม่ชอบธรรม เช่น การลักขโมย การฉ้อโกง การฉกชิงวิ่งราว หรือการใช้เล่ห์กลเอาเปรียบผู้อื่น เพื่อสนองความต้องการของตน
ลูกศรตระกูลที่สอง คือ โทสะ หรือความโกรธ ความเคืองแค้น โทสะเป็นกิเลสที่เผาผลาญใจให้เร่าร้อนรุนแรงยิ่งกว่าไฟ ความโกรธที่ครอบงำจิตใจจะบังคับให้บุคคลแสดงพฤติกรรมหยาบช้าออกมา ไม่ว่าจะเป็นการทำร้ายทางวาจา การด่าทอ หรือแม้กระทั่งการทำร้ายร่างกายและการฆ่าฟัน
โทสะจึงเป็นลูกศรที่ทิ่มแทงใจให้เดือดพล่าน และยังสามารถลุกลามออกไปเป็นไฟเผาผลาญสังคมได้ด้วย เพราะผู้ที่ถูกโทสะครอบงำมักขาดสติ ขาดการยับยั้งชั่งใจ ทำสิ่งใดโดยหุนหันพลันแล่น ผลที่เกิดขึ้นจึงนำพามาซึ่งความแตกแยก ความสูญเสีย และความทุกข์แก่ทั้งตนเองและผู้อื่น
ลูกศรตระกูลที่สาม คือ โมหะ หรือความหลง ความไม่รู้สภาวธรรมตามความเป็นจริง โมหะทำให้จิตใจมืดบอด ไม่เห็นผิดเป็นผิด ไม่เห็นถูกเป็นถูก มองบาปเป็นบุญ มองบุญเป็นบาป เมื่อปัญญาถูกบดบังด้วยโมหะ มนุษย์ย่อมกลายเป็นผู้ไร้ที่พึ่ง ดุจคนเดินทางในที่มืดโดยไม่มีไฟฉายฉะนั้น
โมหะนี้เองที่เป็นรากฐานของความเห็นผิด เมื่อบุคคลมีทิฏฐิอันผิดเพี้ยนไปจากคลองธรรม ย่อมกระทำกรรมชั่วได้ทุกชนิด โดยมิได้รู้ตนว่าเป็นบาป ความหลงผิดนี้จึงเป็นลูกศรที่อันตรายอย่างยิ่ง เพราะทำให้ชีวิตทั้งชีวิตดำเนินไปในทางที่ผิดโดยไม่รู้ตัว
โดยสรุป กิเลสทั้งสาม คือ โลภะ โทสะ และโมหะ เป็นลูกศรที่คอยทิ่มแทงจิตใจสรรพสัตว์ให้เร่าร้อน ไม่รู้จักความสงบสุขที่แท้จริง ความเร่าร้อนนี้เป็นแรงผลักดันที่ทำให้สัตว์โลกก่อกรรมทำเข็ญและเวียนวนอยู่ในวัฏฏะอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ดังนั้น การปฏิบัติธรรมตามหลักคำสอนในพระพุทธศาสนาจึงมุ่งหมายที่จะถอนลูกศรทั้งสามนี้ออกจากจิตใจ เพราะตราบใดที่ลูกศรยังฝังแน่นอยู่ ความทุกข์ก็ยังคงอยู่ การบรรลุถึงความสงบเย็นจึงเป็นไปไม่ได้ เปรียบเสมือนผู้บาดเจ็บที่มีลูกศรปักอยู่ หากไม่ถอนออกเสีย ก็ย่อมไม่มีวันหายจากความเจ็บปวดได้เลย
วิธีถอนลูกศรที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้อย่างชัดเจน คือการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน การฝึกสติให้รู้เห็นตามความเป็นจริง รู้เท่าทันความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปของสรรพสิ่ง เมื่อตั้งสติและปัญญาไว้มั่น ย่อมเห็นความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความไม่มีตัวตนของสิ่งทั้งปวงได้อย่างถ่องแท้
เมื่อปัญญาในวิปัสสนาเกิดขึ้น ย่อมสามารถดับกิเลสทั้งสามให้สิ้นไปได้ทีละขั้น สามารถถอนลูกศรคือกิเลสออกจากจิตได้อย่างสิ้นเชิง เข้าถึงความสงบระงับจากกิเลสทั้งปวง นั่นคือพระนิพพานอันเป็นเอกันตบรมสุข.
