โย เว อวิทฺวา อุปธึ กโรติ ปุนปฺปุนํ ทุกฺขมุเปติ มนฺโท ตสฺมา ปชานํ อุปธึ น กยิรา ทุกฺขสฺส ชาติปฺปภวานุปสฺสี

โย เว อวิทฺวา อุปธึ กโรติ
ปุนปฺปุนํ ทุกฺขมุเปติ มนฺโท
ตสฺมา ปชานํ อุปธึ น กยิรา
ทุกฺขสฺส ชาติปฺปภวานุปสฺสี.

ผู้ใดไม่รู้ ย่อมก่ออุปธิ ผู้นั้นเป็นคนเขลา เข้าถึงทุกข์บ่อย ๆ เพราะฉะนั้น ผู้รู้เห็นแดนเกิดแห่งทุกข์ จึงไม่ควรก่ออุปธิ.

(พุทฺธ) ขุ.สุ. 25/534, ขุ.จู. 30/80,81.

คำว่า อุปธิ หมายถึง สภาวะที่กลั้วกิเลส เป็นสิ่งที่ยังระคนอยู่กับกิเลส ไม่บริสุทธิ์หมดจด อุปธิจึงเป็นเหมือนเงามืดที่คอยกำกับชีวิตสัตว์โลกให้ต้องเวียนวนอยู่กับทุกข์ทั้งปวง

อุปธิมีหลายลักษณะ เช่น กาม อันเป็นความเพลิดเพลินในกามคุณ, กิเลส อันเป็นเครื่องเศร้าหมองใจ, เบญจขันธ์ ที่เป็นที่ตั้งของความยึดมั่นถือมั่น และ อภิสังขาร คือการปรุงแต่งกรรมต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้สัตว์โลกผูกพันอยู่ในวัฏสงสารทั้งสิ้น

เพราะมีอุปธิเป็นเครื่องกำกับ สัตว์โลกจึงต้องประสบทุกข์สารพัด ตั้งแต่การเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไปจนถึงความเศร้าโศก คร่ำครวญ ความผิดหวัง และการสูญเสีย ทุกข์เหล่านี้ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ตราบใดที่ยังมีอุปธิครอบงำ

บุคคลที่ยังไม่รู้ตามความจริง คือผู้ถูก โมหะ ครอบงำ ย่อมไม่รู้จักทุกข์ ไม่รู้จักเหตุแห่งทุกข์ ไม่รู้จักความดับทุกข์ และไม่รู้จักหนทางสู่ความดับทุกข์ ความไม่รู้นี้ทำให้เขาประกอบกรรมที่ก่อทุกข์อยู่ร่ำไป

ผู้ไม่รู้มักเข้าใจผิดว่ากรรมที่ทำ เช่น การแสวงหาทรัพย์ การเสพกาม การยึดมั่นในขันธ์ หรือการสะสมสิ่งต่าง ๆ จะนำความสุขมาให้ แต่แท้จริงแล้ว นั่นคือการพอกพูนอุปธิ เพิ่มเครื่องผูกพันให้แน่นหนายิ่งขึ้น

เมื่อประกอบกรรมเช่นนั้นมากเข้า ก็เป็นการเพิ่มความทุกข์ให้ตนเองมากขึ้น ทั้งในภพนี้และภพหน้า เพราะอุปธิที่สะสมไว้จะติดตามไปเหมือนเงา นำเขาให้เวียนว่ายในสังสารวัฏต่อไปไม่รู้จบ

แต่สำหรับผู้ปรารถนาความสุขอันยั่งยืน ไม่ใช่สุขลวงจากกามหรือสิ่งปรุงแต่ง ย่อมต้องมุ่งไปสู่พระนิพพาน ความสุขอันเกิดจากนิพพานนั้นเป็นสุขที่ปลอดจากกิเลส ปลอดจากอุปธิ เป็นสุขอันบริสุทธิ์ที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ทรงสรรเสริญ

การดับอุปธิทำได้โดยการประพฤติตาม ไตรสิกขา ได้แก่ ศีล การควบคุมกายวาจาให้บริสุทธิ์, สมาธิ การฝึกจิตให้สงบ และ ปัญญา การเห็นความจริงของสรรพสิ่งตามพระไตรลักษณ์

โดยเฉพาะปัญญาที่เกิดจากการเจริญวิปัสสนา จะเป็นเครื่องทำลายอุปธิอย่างแท้จริง เพราะทำให้เห็นว่า สิ่งที่เคยยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นสุข เป็นของเรา ล้วนเป็นเพียงสมมติ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่ใช่ตัวตน

ดังนั้น หากต้องการความสุขที่แท้จริงและยั่งยืน ต้องละอุปธิให้สิ้น กำจัดกาม กิเลส ขันธ์ และการปรุงแต่งทั้งหลายออกจากใจ ด้วยการบำเพ็ญศีล สมาธิ และปัญญา เมื่ออุปธิดับสิ้น ความทุกข์ทั้งปวงก็หมดไป เข้าถึงพระนิพพานอันเป็นสุขสูงสุดที่ไม่ถูกกลั้วด้วยกิเลส.

Privacy Overview

This website uses cookies so that we can provide you with the best user experience possible. Cookie information is stored in your browser and performs functions such as recognising you when you return to our website and helping our team to understand which sections of the website you find most interesting and useful.