กระทู้ธรรม “อตฺตตฺถปญฺญา อสุจี มนุสฺสา”

กระทู้ธรรม "อตฺตตฺถปญฺญา อสุจี มนุสฺสา"

อตฺตตฺถปญฺญา อสุจี มนุสฺสา

มนุษย์ผู้เห็นแก่ประโยชน์ตน เป็นคนไม่สะอาด

บัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น พอเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและประพฤติปฏิบัติ สำหรับผู้สนใจในทางธรรมเป็นลำดับสืบต่อไป

คำว่า “ประโยชน์” หมายถึง สิ่งดี ๆ ที่จะได้รับตอบแทนจากการกระทำ มี 2 ประเภท คือ ประโยชน์ตน และ ประโยชน์ส่วนรวม

โดยธรรมชาติของมนุษย์ เราอยู่ร่วมกันในสังคมหมู่มาก ไม่ได้อยู่คนเดียว เราต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ดังนั้น จึงควรสร้างประโยชน์ให้ตนเองด้วย สร้างประโยชน์ให้ส่วนรวมด้วย ควบคู่กันไป

บุคคลที่ทำอะไรโดยมุ่งแต่ประโยชน์ของตัวเองเป็นสำคัญเพียงอย่างเดียว โดยไม่สนว่าสังคมส่วนรวมจะเป็นอย่างไร ไม่สนใจว่าบุคคลอื่นจะเดือดร้อนหรือไม่อย่างไร ย่อมเป็นบุคคลที่สังคมไม่ยอมรับ ได้ชื่อว่าเป็นคนไม่สะอาด คือสภาวะจิตใจของเขาไม่สะอาด เป็นคนเห็นแต่ตัว ไม่น่าคบค้าสมาคม

ตรงกันข้าม บุคคลที่มีจิตสาธารณะ ช่วยเหลืองานสังคม สร้างประโยชน์ให้กับส่วนรวม ย่อมจะได้ความรักความนับถือจากบุคคลอื่น ๆ ในสังคมเป็นอย่างดี และย่อมจะได้รับการช่วยเหลือจากบุคคลอื่น ๆ อย่างดีอีกด้วย

พุทธศาสนาสอนให้พุทธศาสนิกทั้งหลายรู้จักบำเพ็ญประโยชน์ทั้ง 2 ด้าน ให้ครบถ้วน คือ ทั้งประโยชน์ของตนก็ไม่ให้เสียหาย ประโยชน์ส่วนรวมก็ไม่ให้บกพร่อง จึงจะได้ชื่อว่าเป็นบุคคลผู้มีจิตใจใสสะอาดหมดจด เพราะไม่ถูกความเห็นแก่ตัวครอบงำ ทั้งนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องฝึกตนเองให้เป็นผู้ยินดีในการให้ รู้จักเสียสละแบ่งปัน รู้จักยินดีในการช่วยเหลือผู้อื่น ช่วยเหลือสังคม แล้วเราจะกลายเป็นผู้มีจิตใจใสสะอาด เป็นที่รักของคนในสังคม สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาใน อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต ว่า

ททํ ปิโย โหติ ภชนฺติ นํ พหู

ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก คนหมู่มากย่อมคบเขา

ผู้ให้ คือผู้ที่มีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ แบ่งปันสิ่งของของตนเองแก่ผู้อื่น โดยไม่มีความตระหนี่ ไม่หวังประโยชน์ตอบแทน ให้ด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์ ให้ด้วยจิตคิดจะให้จริง ๆ ให้ด้วยเจตนาที่ต้องการอนุเคราะห์ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

บุคคลผู้ที่มีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เช่นนี้ ย่อมเป็นที่รักและเคารพนับถือของคนอื่น ๆ จำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ได้รับสิ่งของหรือได้รับน้ำใจจากเขา ย่อมซาบซึ้งน้ำใจและประทับใจในตัวเขา

บุคคลผู้มีความยินดีในการให้เช่นนี้ จะเป็นคนไม่ตระหนี่ ไม่เห็นแก่ตัว ชอบให้ ชอบแบ่งปัน ชอบช่วยเหลือ มีจิตสาธารณะ ชอบช่วยเหลือสังคม ชอบบำเพ็ญประโยชน์ส่วนรวม

บุคคลจำนวนมาก ย่อมอยากจะคบค้าสมาคมกับคนที่มีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีจิตสาธารณะ ชอบช่วยเหลือสังคมเช่นนี้ เพราะเห็นว่าเขาเป็นผู้สร้างประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่เห็นแก่ตัว ไม่เป็นคนตระหนี่ถี่เหนียว ชอบช่วยเหลือผู้อื่น

ดังนั้น ผู้มีปกติให้ปันสิ่งของแก่ผู้อื่นด้วยความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ จึงมักเป็นผู้ที่มีมิตรมาก ได้รับมิตรภาพที่ดีจากผู้อื่นอยู่เสมอ เมื่อถึงคราวจำเป็นที่ต้องได้รับความช่วยเหลือในเรื่องใด ๆ จากผู้อื่นบ้าง ย่อมจะได้รับความช่วยเหลือด้วยดี ด้วยความที่เขาเป็นที่รักของคนทั้งหลายนั่นเอง

สรุปความว่า ความเห็นแก่ตัว เปรียบเสมือนคราบสกปรกที่ติดอยู่ในจิตใจมนุษย์ คนที่มีความเห็นแก่ตัว เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน จึงเป็นคนที่มีจิตใจไม่ใสสะอาด เป็นคนไม่น่าคบหา สังคมรังเกียจ ดังนั้น จึงเป็นการดีกว่าถ้าเราจะฝึกตนให้เป็นคนยินดีในการให้ ยินดีในการช่วยเหลือแบ่งปัน มีจิตสาธารณะ ช่วยเหลือสังคม เพราะสิ่งเหล่านี้จะทำให้เราตัดความเห็นแก่ตัวออกจากใจได้ ทำให้จิตใจใสสะอาด นอกจากนั้นยังเป็นที่รักและชื่นชมของคนในสังคมอีกด้วย สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบท ณ เบื้องต้นว่า

อตฺตตฺถปญฺญา อสุจี มนุสฺสา

มนุษย์ผู้เห็นแก่ประโยชน์ตน เป็นคนไม่สะอาด

ซึ่งมีอรรถาธิบายดังได้บรรยายมาแล้ว ด้วยประการฉะนี้.



You may also like...